ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

28 ตุลาคม 2555

เรียนรู้เรื่องเทคนิคการวัดแสง และ ล็อกแสง AE lock


จากคำถามของเพื่อนสมาชิกว่า การวัดแสงและล็อกแสง (AE lock) ต่างกันอย่างไร ผมจึงไขข้อข้องใจให้คร่าว ๆ ดังนี้ครับ

การวัดแสง.. เป็นกระบวนการวัดแสง ซึ่งกล้องดิจิตอลจะมีเซ็นเซอร์สำหรับวัดแสงขึ้นกับคุณสมบัติของกล้องนั้นๆ ส่วนใหญ่จะมี 3 รูปแบบได้แก่ วัดเฉลี่ยทั้งภาพ, วัดเฉลี่ยหนักกลาง และ เฉพาะจุด เรื่องนี้ผมอธิบายทุกครั้งที่มีการสอนเทคนิคการถ่ายภาพ และมีการแสดงตัวอย่างให้ดูด้วยครับ 
ปกติระบบวัดแสง จะใช้สีเทา 18 เปอร์เซ็นต์เป็นจุดอ้างอิง การทำงานของระบบวัดแสง คือจะตรวจสอบไฮไลท์ (พื้นที่สว่าง) และชาโดว์ (เงา) เพื่อใช้ในการตัดสินใจของกล้อง ว่าปริมาณแสงเท่านี้ควรใช้ค่าการถ่ายภาพเท่าไหร่
Spot_Metering
ตัวอย่างสัญลักษณ์ของโหมดวัดแสง ซึ่งส่วนใหญ่จะคล้ายกัน Spot หมายถึงวัดแสงเฉพาะจุด, Center Weighted วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง, ส่วนเฉลี่ยทั้งภาพแล้วแต่ยี่ห้อ ไอคอนจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน

วัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ :
กล้องจะนำไฮไลท์และชาโดว์ มาคำนวณทั้งภาพ ซึ่งใช้ในสถานการณ์ทั่วไปได้ดี แต่ถ้ามีแสงยาก เช่น ถ่ายย้อนแสง แสงลงเป็นหย่อม ๆ หรืออยู่ในที่มืดมาก ๆ ระบบวัดแสงแบบนี้จะคำนวณผลออกมาไม่ได้ดั่งใจครับ เพราะกล้องไม่รู้หรอกว่าเราต้องการถ่ายจุดสนใจตรงไหนของภาพ กล้องจะคำนวณหยาบ ๆ แล้วปรับค่าการถ่ายภาพโดยเฉลี่ยออกมา
วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง :
กล้องจะวัดแสงตรงกลางของเฟรมเป็นวงกลมขนาดประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของเฟรม หมายความว่ากล้องจะนำไฮไลท์และชาโดว์บริเวณกึ่งกลางเฟรมมาคำนวณค่าแสงเท่านั้น แล้วจึงตัดสินใจว่าจะใช้ค่าถ่ายภาพเท่าไหร่ (โหมดอัตโนมัติเท่านั้น P, A, S, Scene)
วัดแสงเฉพาะจุด :
โหมดวัดแสงแบบนี้ ผู้ใช้ต้องเข้าใจระบบวัดแสงก่อนจึงจะใช้ได้ผลสูงสุด การวัดแสงเฉพาะจุดเมื่อก่อนจะวัดตรงกลางของเฟรมเป็นจุดเล็กๆ ประมาณ 8 เปอร์เซ็น แต่ในกล้องรุ่นใหม่ๆ จะวัดแสงเฉพาะจุดที่จุดโฟกัสของเราครับ การวัดแสงเฉพาะจุดจะแม่นยำก็ต่อเมื่อเราเลือกจุดอ้างอิงในเฟรมให้ใกล้เคียงกับสีเทา 18 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราวัดที่สีผิวของนางแบบ นางแบบก็ควรจะมีสีผิวกลางๆ ไม่ขาวมาก ไม่ดำมาก ถ้าผิวขาวมาก การวัดแสงเฉพาะจุดจะให้ผลอันเดอร์ เพราะกล้องเข้าใจว่าสว่างเกินไป แต่ถ้าวัดแสงที่ผิวสี กล้องจะเข้าใจว่าภาพมืดเกินไปและจะปรับค่าการถ่ายภาพให้โอเวอร์ (ขาวเกินไป)
aelockตัวอย่าง ภาพนี้สังเกตุว่าปริมาณสีดำ (ชาโดว์) ในภาพค่อนข้างเยอะ ถ้าใช้โหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ และถ่ายภาพด้วยโหมด P/A/S หรือ Scene กล้องจะเข้าใจว่าภาพมืด และจะปรับค่าการถ่ายภาพออกมาโอเวอร์ (ขาวเกินไป) เราอาจใช้วิธีชดเชยแสงเป็นลบ - หรือใช้วิธีปรับโหมดวัดแสงเป็น spot (เฉพาะจุด) จากนั้นวัดที่ใบหน้าของแบบ (สีผิวกลางสามารถใช้เป็นจุดอ้างอิงได้) ถ้าใช้โหมด P/A/S หรือ Scene คุณซูมไปที่หน้าแบบวัดแสงแบบ spot จากนั้นกด AE lock เพื่อล็อคค่าการถ่ายภาพ ค่อยถอยซูมออกมาถ่ายภาพนี้ จะได้แสงที่ใกล้เคียงความจริงครับ แต่ถ้า spot ไปตกที่สีดำ ภาพนี้ขาวเว่อร์แน่นอน
aelock1ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพแสงลงเป็นหย่อมๆ มักจะเกิดขึ้นช่วงพระอาทิตย์ตรงหัว หลีกเลี่ยงเงาไม่ได้ เราเฉลี่ยแสงและเงาแล้วใกล้เคียงกัน อาจใช้เฉลี่ยทั้งภาพในการถ่ายภาพนี้ก็ได้ แล้วค่อยชดเชยแสงเอาครับ
aelock2ภาพนี้ใช้โหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางก็ได้ สังเกตุจุดที่มาร์คสีเอาไว้ ถ้าคุณใช้โหมดวัดแสงแบบเฉพาะจุด spot เล็งไปที่จุดสีฟ้า ภาพจะมืดลงเพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่สว่าง กล้องจะเข้าใจว่าภาพสว่างมากก็จะปรับค่าการถ่ายภาพให้มืดลง แต่ถ้าคุณวัดเฉพาะจุดที่สีเหลือง (เสื้อสีดำ) กล้องจะเข้าใจว่าภาพมืด ทำให้กล้องปรับค่าการถ่ายภาพให้สว่างขึ้นอาจโดยการลดความเร็วชัตเตอร์ลงภาพ นี้ก็จะขาวเวอร์ ส่วน จุดสีเขียวที่หน้าผาก เป็นโทนสีกลางๆ แสงที่ได้อาจพอดีหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับว่าพื้นที่ตรงนั้นใกล้เคียงกับสีเทา 18 เปอร์เซ็นต์หรือไม่นั่นเอง

เรื่องของการวัดแสงก็เป็นอย่างที่อธิบายครับ

การล็อกค่าแสง AE lock:

จาก เรื่องการวัดแสง การล็อกค่าแสง ต้องเข้าใจก่อนว่าในแต่ละเฟรมของภาพ เมื่อเราเปลี่ยนสถานที่ ค่าแสงก็เปลี่ยน ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการถ่ายภาพ ผู้ผลิตกล้องจึงให้ฟังก์ชั่นล็อกค่าแสงมาให้เราใช้งาน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในกรณีที่เรารู้ว่าเราต้องการวัดแสงที่ไหนในเฟรมให้ ภาพออกมาพอดี เช่นเราอาจถ่ายภาพไวด์กว้างๆ ซึ่งความเปรียบต่างแสงในเฟรมเยอะ เราอาจต้องการให้แสงพอดีที่หน้านางแบบของเรา ในกรณีนี้เราอาจซูมเข้าไปที่หน้านางแบบแล้วเลือกวัดแสง (โหมดใดก็ได้ เพราะซูมแล้วแสงของฉากจะไม่เข้ามากวน)
ถ้าเราอยู่ในโหมด P, A, S, Scene กล้องจะปรับค่าการถ่ายภาพให้เราอัตโนมัติ (ซึ่งเป็นการวัดแสงที่หน้าแบบจากผลของการซูมเข้าไปคร็อปที่หน้า) จากนั้นเราก็แค่กดล็อกแสง AE lock เพื่อคงค่าการถ่ายภาพนั้นไว้ แล้วก็หมุนซูมออกมาที่มุมกว้าง ค่าการถ่ายภาพก็จะอยู่คงเดิมที่เราล็อกไว้ เราก็ลั่นชัตเตอร์ได้เลยครับ...
บางครั้งผมก็ประยุกต์ใช้การวัดแสง เพื่อดูค่าการถ่ายภาพที่เหมาะสม จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นโหมด M แล้วตั้งค่าการถ่ายภาพตามนั้น ลองถ่ายภาพดู แล้วปรับค่าอีกนิดหน่อยให้ได้ดั่งใจก็สามารถทำได้ ไม่ต้องซื้อเครื่องมือวัดแสงเหมือนสมัยก่อนให้เสียกระตังครับ
ขอบคุณบทความและรูปภาพดี ๆ จาก http://www.pixview.net/

เทคนิคง่าย ๆ ในการช่วยให้โฟกัสได้ดีขึ้น


คนที่เริ่มถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลมีหลายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ หนึ่งในนั้นคือ "การโฟกัส" โฟกัสได้ตรงจุด ทันเวลา ก็จะได้ภาพที่สวยอย่างที่ใจคิด แต่ในบางขณะการโฟกัสก็สร้างความยุ่งยากลำบากใจให้กับเราเหมือนกัน บางครั้งก็โฟกัสได้ตรงกับจุดที่เราต้องการ แต่ในบางขณะก็โฟกัสมั่วไปหมด อยากให้คนชัดแต่ต้นไม้ข้างหลังคนกลับชัดซะงั้น..ก็มีเหมือนกัน

บางคนก็ตัดปัญหาไปใช้แมนนวลโฟกัส หมุนมือเองจะได้ชัวร์ ๆ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ..ไม่สะดวก กว่าจะหมุนกว่าจะชัดบางทีตาก็เบลอ ๆ อีก สรุปว่าใช้ออโต้โฟกัสช่วยประหยัดเวลาตรงนี้ได้เยอะกว่า สะดวกกว่า เรามาดูวิธีการโฟกัสให้แม่นยำและรวดเร็วง่ายๆ กันดีกว่าครับ
#1 กดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งค้างไว้เพื่อตรวจเช็คโฟกัสก่อน ค่อยจัดองค์ประกอบภาพ
ตั้งจุดโฟกัสของกล้องให้อยู่ตรงกลางแค่จุดเดียว แล้วหันจุดโฟกัสนี้เล็งไปที่จุดสนใจในภาพที่คุณต้องการถ่ายแล้วก็กดชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัส ย้ำว่ากดชัตเตอร์ลงไปแค่ครึ่งหนึ่งก่อนให้สำรวจว่าจุดที่เราต้องการถ่ายถูกโฟกัสแล้ว ให้กดค้างไว้ก่อนอย่าเพิ่งกดลงไปจนสุด และอย่าเพิ่งปล่อยนิ้วจากปุ่มชัตเตอร์ แล้วในขณะที่คุณกดชัตเตอร์ค้างไว้ครึ่งหนึ่งก็ให้ขยับกล้องจัดองค์ประกอบภาพจนเป็นที่พอใจ แล้วค่อยกดชัตเตอร์ลงไปจนสุดเพื่อถ่ายภาพ

#2 ปรับโหมดโฟกัสเป็นแมนนวลหลังจากโฟกัสอัตโนมัติเสร็จแล้ว

วิธีนี้ใช้ในกรณีที่คุณมั่นใจในสายตาของคุณ ตาดีได้ตาร้ายเสียนะครับสำหรับวิธีนี้ นั่นคือให้ใช้ออโต้โฟกัสเพื่อโฟกัสจุดสนใจในภาพตามปกติ เสร็จแล้วให้เปลี่ยนเป็นโหมดโฟกัสแบบแมนนวล เลนส์ของคุณจะยังค้างค่าโฟกัสไว้ที่จุดเดิมเมื่อกี้ วิธีนี้จะใช้ได้ดีถ้าใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องและคุณต้องการถ่ายจุดสนใจนั้น ๆ หลายครั้ง เช่นการถ่ายภาพวิว การถ่ายภาพมาโครที่ต้องการโฟกัสแม่น ๆ เป็นต้น

#3 ใช้ปุ่มออโต้โฟกัสที่ด้านหลังเครื่อง

โดยปกติแล้ว กล้องของเราจะออโต้โฟกัสเมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ แต่คุณสามารถใช้ปุ่มออโต้โฟกัส [AF] ที่หลังเครื่องแทนได้ (เชื่อว่าหลายท่านเห็นปุ่มนี้ แต่ก็ไม่เคยใช้เลย) ช่วยให้เราควบคุมการโฟกัสได้ดียิ่งขึ้นครับ
ปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้อง คุณสามารถตั้งจุดโฟกัสไปที่ตรงกลางภาพ เล็งไปที่จุดที่ต้องการโฟกัส และจากนั้นก็กดปุ่ม [AF] หรือปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องแทนชัตเตอร์ เมื่อคุณกดแล้วในการถ่ายภาพหลังจากนั้นทุกครั้งในตำแหน่งนั้น ๆ การโฟกัสจะถูกรักษาตำแหน่งไว้ (กล้องจะไม่โฟกัสตกไปที่ฉากหลัง และจะคงตำแหน่งโฟกัสไว้ที่ตำแหน่งนั้น)

คุณสามารถใช้วิธีนี้กับการโฟกัสแบบแมลนวลได้เช่นกัน โดยการใช้ปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องจะช่วยประหยัดเวลาและโดยวิธีนี้คุณไม่ต้องสลับไปสลับมาระหว่างแมนนวลโฟกัสและออโต้โฟกัส (ซึ่งกระบวนการสลับนี้อาจทำให้กล้องขยับตำแหน่งได้)
ปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องจะช่วยได้มากสำหรับช่างภาพที่ต้องการถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหว อย่างเช่นภาพนกบิน สัตว์ป่า แค่สลับโหมดโฟกัสเป็นแบบต่อเนื่อง ตั้งจุดโฟกัสไปตรงกลางภาพ และกดปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องค้างไว้ แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะเผลอกดชัตเตอร์ลงไปในขณะที่กดโฟกัสครึ่งหนึ่งด้วยปุ่มชัตเตอร์ โดยใช้ปุ่มโฟกัสหลังกล้องแทนในขณะที่คุณมองตามเป้าหมายในวิวไฟน์เดอร์ได้อย่างสะดวก
ที่มา www.pixview.net/article/novice/item/41-3way-auto-focus.html

31 กรกฎาคม 2555

เราควรซื้อไฟแฟลชนอกเมื่อไหร่ดี

เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการบันทึกภาพในกรณี ที่สภาพแสงขณะนั้นมีน้อย การมีไฟแฟลช ช่วยเพิ่มแสงสว่างก็ช่วยให้สามารถบันทึกภาพในที่ที่มแสงน้อยได้ และยังสามารถใช้เพื่อการสร้างสรรค์ภาพในรูปแบบใหม่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับภาพที่ถ่ายได้




การเลือกซื้อแฟลช จำเป็นจะต้องวางแผนก่อนเลือกซื้อเพราะ แฟลชนอก เป็นอุปกรณ์เสริมที่สำคัญ
และเป็นอุปกรณ์เสริมที่เราไม่ได้ซื้อเพิ่มบ่อยนัก ไม่เหมือนกับเลนส์ ดังนั้นการเลือกซื้อไฟแฟลชตัวแรกนั้น ย่อมมีความสำคัญพอสมควร เราควรซื้อไฟแฟลชนอก เมื่อไหร่ดี เป็นคำถามสำคัญที่ ช่างภาพที่มีงบจำกัดมักจะคิดคำนึงถึงเพราะ กล้องที่เรามี มักจะมีแฟลชภายในให้เราใช้อยู่แล้ว 

ประกอบกับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล ไม่จำเป็นต้องใช้แฟลชก็สามารถถ่ายภาพออกมา ได้ค่อนข้างสวยงามอยู่แล้ว ดังที่เห็นมีช่างภาพบางกลุ่มนิยมใช้แค่ไฟแฟลช หัวกล้องอย่างเดียว เพื่อผลทางภาพบางอย่าง เช่น การใช้แฟลชหัวกล้องเพื่อให้เกิดขอบภาพมืดเป็นวง เป็นต้น

เนื่อง จากไฟแฟลชนอก เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง ดังนั้นการเลือกซื้อ เราควรเลือกซื้อเมื่อการบันทึกภาพด้วยแฟลชจากตัวกล้อง ไม่สามารถสร้างสรรค์ภาพอย่างที่เราตั้งใจ เช่น การถ่ายภาพบุคคล หรือภาพบันทึกภาพงานอีเว้นท์ ที่ต้องการความคมชัด คล่องตัว หรือความตั้งใจจะรับงานถ่ายภาพประเภท ภาพบุคคล ภาพวันงานพิธีรับปริญญา ซึ่งการใช้แฟลช มีผลต่อความคมชัดของภาพถ่าย และความคล่องตัวของช่างภาพในการบันทึกภาพ

การเลือกซื้อไฟแฟลชนอก ควรเลือกซื้อ ขนาดใหญ่ที่สุด หรือกำลังส่องสว่างสูงที่สุด เท่าที่กำลังทรัพย์เราพอจะซื้อได้ เพราะความสว่าง หรือความแรง ที่มีค่าความสว่างเป็น GN หรือ Guild Number ยิ่งสว่างมาก ก็ยิ่ง สามารถส่องแสงสว่างไปได้ไกล ทำให้สามารถใชเลนเทโฟโต้ ถ่ายภาพ พร้อมแฟลช ที่ระยะไกลได้

ข้อดีของการเลือกซื้อแฟลชนอก รุ่นใหญ่สุด หรือกำลังไฟแฟลชสูงสุดคือ อุปกรณ์ไฟแฟลชรุ่นท๊อป มักจะมีฟังก์ชั่น พิเศษ มาให้ ผิดกับรุ่นกลางหรือรุ่นเล็กที่อาจจะมีบ้าง หรือไม่มีเลย ฟังก์ชั่นที่เราสามารถนำมาใช้ เพื่อสร้างสรรค์ภาพมีหลายฟังก์ชั่น ตั้งแต่การลดกำลังไฟแฟลช การแยกแฟลชออกจากตัวกล้อง การ ยิงแฟลชติดต่อกัน เพื่อสร้างภาพแบบ สโตป (การถ่ายภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันในภาพเดียว โดยไฟแฟลชจะยิงไฟออกมาเป็นจังหวะ ตามที่เรากำหนด) บางยี่ห้อ แฟลชรุ่นใหญ่สุดจะแถมฟิลเตอร์สี หน้าแฟลชเพื่อให้เราสามารถยิงไฟสีได้

สรุป เราควรซื้อแฟลช เมื่อมีงานที่ต้องการใช้แสงไฟสว่างๆ ต้องการความคล่องตัวในการถ่ายภาพ 
หรือเมื่อแฟลชในกล้องไม่สามารถตอบสนองเราได้ การเลือกซื้อไฟแฟลช ควรเลือกตัวเลือกไฟแฟลช ที่มีกำลังไฟสูงก่อนเสมอ เพื่อความหลากหลายในการใช้งาน และความคงทนที่มากกว่า

18 กรกฎาคม 2555

ถ่ายภาพด้วยระบบแมนนวล

ถ่ายภาพด้วยระบบแมนนวลแสนสนุก

กล้อง DSLR เกือบทุกตัวในปัจจุบันจะมีระบบมากมายให้เลือกใช้เพิ่มเติมจากกล้องฟิล์มก็ ระบบWBซึ่งในกล้องฟิล์มจะต้องใช้ฟิลเตอร์แก้กันตามชนิดของแสง ระบบวัดแสงที่มีในกล้องดิจิตอลก็มีให้เลือกวัดได้หลายแบบ มีถ่ายวิดีโอได้ด้วย การเลือกตั้งค่าความไวแสง ASA ได้ตามใจชอบ ในขณะที่กล้องฟิล์มจะต้องพกฟิล์มหลายๆขนาด AS ตามสภาพแสงที่ต้องการถ่าย ฯ

          ยังมีอีกเยอะที่เป็นข้อได้เปรียบของกล้องดิจิตอลยิ่งรุ่นใหม่ความสามารถก็ ยิ่งมีมากเป็นการพัฒนาเพื่อไล่รุ่นเก่าออกจากตลาดเป็นทั้งการพัฒนาการทางเท คโนโลยี่และผลทางการค้าควบคู่กันไป ซึ่งก็เป็นผลดีแก่คนใช้ที่ได้ของที่มีประโยชน์ใช้สอยสูงในราคาที่จูงใจ ในที่นี้เราจะไม่สนใจส่วนที่ให้มามากมายเกินกว่าการถ่ายภาพโดยใช้ความรู้การ ถ่ายภาพด้วยความสามารถจากคนเป็นผู้กำหนดขนาดรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ ส่วนกล้องทำหน้าที่บันทึกภาพไปเหมือนกับกล้องฟิล์มที่เคยปฎิบัติกัน เป็นความสนุกที่ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพมาใช้งานและสามารถเห็นผล ได้จากการตรวจภาพจากreviewเป็นตัวเช็ค ความรู้ในการถ่ายหลักๆที่ต้องการใช้ก็คือเรื่องขนาดของแสงกับขนาดของรูรับ แสงร่วมกับความไวแสงของตัวรับแสง ซึ่งมักเป็ปัญหากับมือใหม่หรือผู้ที่ชอบถ่ายภาพแบบระบบอัตโนมัติ แล้วการกำหนดขนาดรูหน้ากล้องกับขนาดความเร็วจะรู้ได้อย่างไรหลายคนคงอยากจะรู้ ที่จริงแล้วผู้ผลิตสินค้ามักต้องการให้ใช้สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สุดเพื่อความพอใจสุด ๆ เช่นกัน

           กล่องฟิล์มที่บรรจุฟิล์มจึงมักพิมพ์ค่าการตั้ง ล้องไว้เสมอ ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงซึ่งเราอาจอาจดัดแปลงไปใช้ค่าอื่นๆที่ให้ผลเมื่อถ่ายภาพ แล้วจะไม่อันเดอร์หรือโอเวอร์เกินไป พูดไปอาจจะงงขอยกตัวอย่างกล่องฟิล์ม ASA100 ที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ กำหนดให้ใช้ F=8 ,speed=1/250 (ดูจากข้อเขียนหัวข้อsunny 16) เราต้องการถ่ายคนซึ่งต้องการความชัดที่ตัวแบบเท่านั้น หากใช้ตามคำแนะนำความชัดของวัตถุด้นหลังภาพที่ไม่ต้องการก็จะติดมาเป็นการ แย่งความสนใจของภาพทำให้แบบไม่เด่น ก็ต้องใช้ F ให้ต่ำลงเช่น F4 หรือ F2.8 เพื่อลดความชัดหรือละลายฉากหลังเพื่อเน้น แบบให้เด่นขึ้น(ซึ่งยังมีวิธีการอีกมากนอกจากวิธีดังกล่าว)สมมุติว่าใช้ F2.8 แล้วความเร็วชัตเตอร์จะเท่าไร ลองไล่ว่าจาก 2.8 , 4 , 5.6 , 8 จะห่างกัน 3 stop 

ฉะนั้นเมื่อเพิ่มความกว้างของรูหน้ากล้องก็ต้องเพิ่มความเร็วลง 3 stop เช่นกันคือ 1/250 , 1/500 , 1/1000 ,1/2000 นั่นคือความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้คือ 1/2000 นั่นคือรูหน้ากล้องและความเร็วชัตเตอร์คู่ใหม่คือ F2.8 กับ speed=1/2000 และความเร็วชัตเตอร์สูงๆยังสามารถหยุดสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีด้วย เช่นรถยนต์วิ่ง ม้าแข่ง นักบาสเก็ตบอล ฟุตบอลฯ ทีนี้มาดูว่าถ้าเราต้องการถ่ายวิวที่ต้องการความคมชัดมากก็ต้องใช้ F สูงๆ เช่น F16 หรือ F22 สมมุติว่าใช้ F22 จะใช้ speed เท่าไรมาลองไล่ดู F8 , F11 , F16 , F22 จะพบว่ารูหน้ากล้องแคบลง 3 stop เราก็ต้องลดความเร็วลง 3 stop เช่นกัน 1/250 , 1/125 , 1/60 , 1/30 นั่นคือต้องใช้ speed=1/30 ฉะนั้นคู่สัมพันธ์ใหม่คือ F22 และ speed=1/30

          นี่เป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่เป็นพื้นฐานในการถ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ รับแสงขนาดพอดี ส่วนเรื่องถ่ายภาพอย่างไรให้สวยงาม บางครั้งเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว แต่ที่หนีไม่พ้นก็หลักการทางศิลป์ที่ว่าด้วย หลักการของสี หลักของมิติของภาพ ฯ นอกจากนี้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อหลุดพ้นจาก กฎเกณฑ์เก่า ๆ ซึ่งอาจซ้ำซากจำเจสำหรับบางคนและต้องแสวงหาอะไรที่แปลกใหม่ เพื่อการพัฒนาซึ่งอาจเป็นที่ยอมรับหรืออาจไม่มีใครยอมรับก็ได้ ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ๆ จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

เทคนิคการถ่ายภาพ: การตั้งความไวแสง

การตั้งความไวแสง  

กล้องดิจิตอลไม่มีความไวแสงที่แท้จริง ความไวแสงที่มีให้ปรับตั้งนั้นเป็นความไวแสงเทียบเคียง (ISO Equivalents) เมื่อเทียบกับฟิล์มถ่ายภาพ ความไวแสงของกล้องดิจิตอลจะสามารถปรับตั้งได้หลายค่า มีตั้งแต่ ISO100 ไปจนถึง ISO3200 แล้วแต่รุ่นกล้องความไวแสงสูงจะช่วยให้สามารถใช้ขนาดช่องรับแสงแคบและความ เร็วชัตเตอร์สูงมากๆ ได้ ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้สะดวก การตั้งความไวแสงของกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะอยู่ที่ MENU > ISO
    
แต่ จะเกิดปัญหาภาพมีสัญญาณรบกวนสูง เนื่องมาจากการเพิ่มความไวแสง กล้องจะต้องเพิ่มสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปในระบบ ทำให้สัญญาณรบกวนสูงตามไปด้วย ผู้ผลิตกล้องดิจิตอลปัจจุบันพยายามแก้ปัญหาสัญญาณรบกวน โดยการออกแบบวงจรหรือใช้ระบบประมวลผลเพื่อลดสัญญาณรบกวนลงให้เหลือน้อยที่ สุด ผลจากสัญญาณรบกวนทำให้ภาพขาดความคมชัด สีไม่อิ่มตัว คล้ายๆ กับเกรนแตกในฟิล์มความไวสูง โดยจะเห็นได้ชัดบริเวณส่วนสีทึบหรือส่วนมืดของภาพ  ควรใช้ความไวแสงต่ำที่สุดเท่าที่ยังสามารถถ่ายภาพได้ในขณะนั้นจะได้ภาพที่ดีสุด


ที่มาจาก : camera-station.com

5 กรกฎาคม 2555

การหาจุดสนใจให้กับภาพ

การหาจุดสนใจให้กับภาพ


วันหนึ่งนายป๊อด ตากล้องมือใหม่ที่เพิ่งถอยกล้อง Canon 400D พร้อมเลนส์คิท 18-55mm ออกมาแบบยังอุ่นๆ แถมกลิ่นหอมฉุย นายป๊อดนึกอยากจะทดสอบฝีมือการถ่ายภาพ ที่เคยอ่านหนังสือศึกษามาร่วมเดือน เขาเลยตัดสินใจขับรถ civic คู่ใจไปหาโลเคชั่นชายทะเลสักที่หนึ่ง เพื่อทดสอบเจ้า 400D แสนรักตัวนี้

ในที่สุดนายป๊อดก็เลือกชายทะเลจังหวัดระนอง ณ หาดประพาส ที่แสนจะเงียบสงบ เป็นส่วนตั๊วส่วนตัว บรรยากาศสบายๆลมเย็นๆ เมื่อถึงแล้วก็ไม่รอช้านายป๊อดงีบหลับไปเกือบสอง ชั่วโมง ตื่นมากว่าจะเรียกสติกลับมาได้ว่านี่เรามาทำอะไรหว่าก็ปาไปเกือบเที่ยงแล้ว

เมื่อได้สติ นายป๊อดก็วิ่งตรงรี่ไปยังชายหาด หาโลเคชั่นเหมาะๆ เมื่อได้ที่แล้ว ก็ได้ฤกษ์ที่จะกดชัตเตอร์ครั้งแรกในชีวิตเสียที "แชะ..." นายป๊อดก้มลงดู ภาพที่จอ LDC ขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 230,000 พิกเซลที่ท่องมาจากโบรชัวร์จนขึ้นใจ ปรากฏว่าภาพที่นายป๊อดได้เห็นคือ...

IPB Image

ความโล่ง...

ก็สวยดีนี่(นายป๊อด แอบคิดด้วยความหลงตัวเองเล็กน้อย) แต่มองแล้ว มองอีก มองกล้องที มองทะเลที ทำไมมันเหมือนกับขาดๆอะไรไปซักอย่างหว่า ?? อยู่ๆนายป๊อดก็นึกขึ้นได้ถึง เรื่องๆหนึ่งที่เคยอ่านมาจากที่ไหนซักแห่ง ว่าในการถ่ายรูปให้ออกมาครบถ้วนทั้งองค์ประกอบ และเรื่องราวนั้น เราควร หาวัตถุ หรือจุดสนใจมาใส่ไว้ในภาพ

ว่าแล้วในป๊อดก็ตัดสินเปลี่ยนโล เคชั่น จึงรีบบึ่งรถ civic คู่ชีพตรงไปยัง อุทยานแห่งชาติแหลมสน ทันที หลังจากเข้าห้อง น้ำ ดื่มน้ำดื่มท่าที่ทางอุทยานมีให้บริการนักท่องเที่ยวไว้จนหายเหนื่อยแล้ว นายป๊อดก็เดินลุยทะลุทิวสนที่ให้ความร่มรื่นกับอุทยานแห่งนี้เป็นอย่างดี มุ่ง ตรงไปยังชายหาดทันที เมื่อมองซ้ายมองขวา สองรอบ นายป๊อดก็ตัดสินใจที่จะกดชัตเตอร์บนกล้องแสนรักอีกครั้งหนึ่ง
เหมือนกับ โชคช่วยหรือฟ้าประทาน นายป๊อดเห็นฝรั่งคู่หนึ่งเดินเข้ามาใน view finder ของเขา
เมื่อจัดองค์ประกอบให้คู่รักคู่นี้อยู่ตรงจุดตัดเก้าจุด จากกฏสามส่วนจนได้ที่ ก็ถึงเวลาที่นายป๊อดจะกดชัตเตอร์แล้ว!!! "แชะ.....!!!" ใจเต้นเล็กน้อย นายป๊อดก้มดูภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ LCD ทันที......โอ้ว "ปาติหาน" มีจริง ทำไมภาพมันช่างให้ความรู้สึกแตกต่างจากภาพที่แล้วนัก ทั้งที่ภาพสองภาพ นี้คล้ายกันมาก แค่มีฝรั่งมายืนอยู่ก็ทำให้ภาพมีเรื่องราวขึ้นมาทันที นายป๊อดถึงกับน้ำตานองหน้า (เว่อร์แล้วนายป๊อด น้อยๆหน่อย) หลับตาก็ได้แต่นึกถึงภาพที่ตัวเองถ่ายไปเมื่อกี๊

IPB Image

หลังจากภาคภูมิใจกับความสำเร็จครั้ง ยิ่งใหญ่ในชีวิต นายป๊อดเดินทางกลับบ้านพร้อมกับซาลาเปาทับหลีอีก 12 ลูก โค้กหนึ่งกระป๋อง และบทเรียนจากโรงเรียนธรรมชาติครั้งนี้ ด้วยรอยยิ้มที่อาบแก้มและซาลาเปาที่เลอะขอบปาก นายป๊อดขับรถกลับบ้านอย่างมีความสุข....

แล้วถ้าตรงนั้นไม่มีคนละครับ จะทำไงให้ภาพออกมาดูน่าสนใจขึ้น ถ้าไม่มีคนก็ไม่มีปัญหาครับ หาขอนไม้ กิ่งไม้ รองเท้า หรือว่าเงาของคุณเองก็ได้ นำไปใส่ไว้ในเฟรม รับรองว่าดีกว่าถ่ายทะเลโล่งๆแน่นอนครับ หรือถ้าหาของประกอบฉากไม่ได้ ก็ลองเปลี่ยนมุมมองดูครับ จากการถ่ายทะเลโล่งๆ เราก็โฟกัสไปที่เกลียวคืน ระลอกคลื่นบนหาดทรายก็ได้ครับ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก : http://www.siamfreestyle.com/forum/index.php?showtopic=24

การจัดแสงสำหรับถ่ายรูปวิวทิวทัศน์

เทคนิคการถ่ายภาพ : การจัดแสงสำหรับถ่ายรูปวิวทิวทัศน์


ในการถ่าย รูปวิวทิวทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา, City Landscape, หรือทะเล สิ่งสำคัญที่ควรจะคำนึงถึงก็คือเรื่องของการจัดแสง เรื่องแสงนี้เราก็ ต้องมาดูกันก่อนนะครับว่า สิ่งที่ผู้ถ่ายต้องการตอนนั้นคืออะไร ต้องการอารมณ์ภาพเป็นแบบไหน ซึ่งลักษณะแสงที่ปรากฏก็จะมีหลักๆ 2 แบบด้วยกันคือ

1 การถ่ายภาพตามแสง >> ในการถ่ายภาพตามแสงนั้น ภาพที่ออกมา จะได้รายละเอียดที่ค่อนข้างครบถ้วน อย่างเช่นเราจะถ่าย วิวภูเขา หรือเกาะแก่งต่าง ๆ การถ่ายภาพตามแสงนั้นจะช่วยให้เกิดความชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น

"follow_light.JPG" F/13 : Shutter Speed 1/100s : ISO 100
Cannon EOS 350D: Lens - Sigma 18-200 mm

IPB Image


ซึ่งการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ส่วนใหญ่นั้นจะใช้วิธีการถ่ายภาพตามแสงครับ เพื่อที่จะได้รายละเอียด สื่อไปถึงคนที่จะมาชมภาพครับ ว่าทิวทัศน์หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่เราได้ไปเก็บภาพมา มีลักษณะอย่างไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถเห็นได้จากภาพได้ทันทีครับ

ส่วนในเรื่องการวัดแสงนั้นควรจะตั้งโหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพครับ และถ้าต้องการความสดของสีที่เกิดขึ้น ก็ควรจะใส่ฟิลเตอร์ CPL ไว้ด้วยนะครับ ซึ่งจะมีประโยชน์มากเมื่อเราใช้ถ่ายภาพทะเลครับ CPL จะตัดแสงสะท้อนออก ให้เหลือแต่แสงสีที่แท้จริงของท้องฟ้าและทะเล ทำให้ได้ทะเลสีมรกต
และท้องฟ้าสีฟ้าสวยงามครับ 

2. การถ่ายภาพย้อนแสง >> การถ่ายภาพประเภทนี้จะไม่เน้นรายละเอียดของวัตถุที่เราจะเอามาเป็นแบบครับ คนทั่วไปจะหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพย้อนแสงครับ เพราะมันไม่เห็นรายละเอียด เห็นแต่อะไรก็ไม่รู้มืดๆ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราจัดองค์ประกอบได้ดีและเข้าใจอารมณ์ที่จะถ่ายทอดออกมาทางภาพ
ภาพที่ได้ก็จะออกมาอย่างสวยงามได้อารมณ์เป็นอย่างมากครับ

จุดประสงค์ของการถ่ายภาพย้อนแสง จริงๆแล้วจะเน้นอารมณ์ของภาพมากกว่ารายละเอียดครับ อย่างเช่นการถ่ายภาพชีวิตชาวเล ตอนพระอาทิตย์ตกดิน หรือภาพทิวเขาหลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งแม้ภาพเหล่านี้จะไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก แต่ว่าจะได้อารมณ์บรรยากาศของสถานที่ ณ เวลานั้นๆ ได้อย่างดีทีเดียว

"stn_att660005003.jpg" : F/12: Shutter Speed 1/40s : ISO 100
Cannon 350D: Lens Kit - 18-55mm

IPB Image


ทั้งการถ่ายภาพตามแสงและย้อนแสง ภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการจัดองค์ประกอบภาพ และการวัดแสงที่เหมาะสม เพื่อให้ภาพที่ออกมานั้น สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของผู้ถ่ายไปยังผู้รับได้อย่างสมบูรณ์และสวยงามครับ 
ถ้าจะถ่ายคนแบบย้อนแสงล่ะครับจะถ่ายยังไงให้ออกมาสวย
ถ้าถ่ายคนแบบย้อนแสง ต้องดูว่าเราจะให้ภาพเล่าเรื่องอะไรน่ะครับ ถ้าต้องการบอกเล่าบรรยากาศตอนเย็นๆดวงอาทิตย์ตกมีเพื่อนๆนั่งคุยนั่งเล่น กีตาร์กัน อันนี้ไม่ต้องคิดมากครับ ถ่ายออกมาให้เห็นแสงสีแดงส้มของท้องฟ้า เห็นคนเป็นเงาตะคุ่มๆ แบบไม่ต้องเห็นรายละเอียดว่าหน้าใครเป็นไงได้เลยครับ ได้บรรยากาศดี

IPB Image


แต่ ถ้าจะถ่ายภาพบุคคลในตอนกลางวัน ซึ่งเราต้องการรายละเอียดของใบหน้าแบบ ถ้าเกิดถ่ายแบบย้อนแสงก็จะเกิดอาการหน้ามืดได้ครับ วิธีแก้ไขก็ให้เปิด แฟลชครับ จะทำให้เห็นรายละเอียดใบหน้าของแบบได้ชัดเจนขึ้น

ที่มาจาก : http://www.siamfreestyle.com/forum/index.php?showtopic=14

ความยาวโฟกัส กับ ทัศนมิติของภาพ

วันนี้หยิบยกเรื่อง ความยาวโฟกัส กับ ทัศนมิติของภาพ มาให้ชมกันครับ


ทัศนมิติ หรือ Perspective คือมุมมองของภาพที่แสดงให้เห็นถึงความลึกตื้นของวัตถุกับฉากหลังครับซึ่ง สิ่งที่ทำให้ทัศนมิติของภาพแตกต่างกันไป ก็คือ ความยาวโฟกัส (Focal Length) นั่นเอง

ในการทดลองที่จะให้เห็นถึงผลของความยาวโฟกัส และทัศนมิติภาพนั้น ผมใช้การถ่ายภาพมา 3 ภาพครับถ่ายโดยที่ตัวแบบ และฉากหลัง อยู่ในตำแหน่งเดิมตลอด ไม่เปลี่ยนแปลง

ภาพทั้งสามจะถ่าย ให้ขนาดของแบบที่ออกมานั้นเท่ากันทั้งหมด(ขนาดของแบบ เทียบกับขนาดของภาพ) เพียง แต่เปลี่ยนตำแหน่งของกล้อง ให้ไกลขึ้น และใช้ความยาวโฟกัสต่างๆกัน 



ภาพที่ใช้ความยาวโฟกัสสั้นกว่าจะมีทัศนมิติที่ลึกกว่าภาพ ที่ใช้ความยาวโฟกัสมาก
ทำให้เราเห็นว่าฉากหลัง ในภาพที่ใช้ความยาวโฟกัสสั้นนั้นอยู่ไกลแบบกว่า ภาพที่ใช้ความยาวโฟกัสมาก 
ในทางกลับกันคือภาพที่ใช้ความยาวโฟกัสมาก จะเห็นฉากหลังอยู่ใกล้ แบบมากกว่า นั่นเองครับ

เทคนิค ความรู้เบื้องต้น แต่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้ได้ภาพที่สวยๆ และมีมุมมองที่น่าสนใจขึ้นครับ 
เมื่อทราบจากด้านบนก็ให้คำนึงถึงฉากหลังดูนะครับ ยิ่งฉากหลังห่างจากวัตถุมากเท่าไหร่ ฉากหลังก็จะเบลอมากขึ้นเท่านั้นนะครับ


ที่มาจาก : siamfreestyle.com

4 มิถุนายน 2555

ถ่ายภาพกับสถานที่ ถ่ายยังไงให้เด่นทั้งคนทั้งฉาก

เมื่อเราไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆกับครอบครัว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ญาติๆจะขอให้เราซึ่งเป็นตากล้องประจำตระกูลเพียงคนเดียวถ่ายรูปให้ ซึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือการถ่ายภาพกับป้ายสถานที่ หรือถ่ายคู่กับสิ่งก่อสร้างต่างๆเพื่อเป็นที่ระลึก

กว่าจะเตรียมกล้อง วัดแสงเสร็จ นางแบบของเราก็ดันไปยืนอยู่ชิดกับป้ายอุทยานอันมหึมาซะแล้ว
แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ก็เลยถ่ายไปโดยไม่ได้จัดตำแหน่งยืนให้ถูกต้องเสียก่อนทำให้ภาพที่ออกมา เห็นแต่ป้ายขนาดใหญ่อย่างชัดเจน แต่เอ.. คุณน้าอยู่ตรงไหนของภาพหว่า ???

ภาพที่แนบมา

ดังนั้นการถ่ายรูปกับฉากหลังให้ออกมาสวยงาม มีเทคนิคนิดนึงก็คือ อย่าให้แบบไปยืนชิดกับฉากมากเกินไปครับ เพราะไม่งั้นเราก็จะเห็นแต่ฉากแต่ไม่เห็นแบบ
หรือถ้าจะซูมให้เห็นแบบชัดๆ จะไม่เห็นฉาก งภาพที่ออกมาก็จะดูขาดความน่าสนใจลงไปครับ

หลังจากที่เปลี่ยนสถานที่ไปยังวัดพระพุทธชินราช ก็ได้ลองใช้วิธีใหม่นี้ครับ โดยให้แบบ ยืนห่างออกมาจากหน้าประตูวัดครับ

วิธีนี้มีข้อดีครับคือ ไม่ต้องไปแย่งกับคนอื่นๆที่ไปยืนจับจองพื้นที่หน้าประตูวัดเพื่อถ่ายรูปกัน และก็ได้มุมที่สวยๆถ่ายรูปกันด้วยครับ

รูปที่ออกมาก็เป็นแบบนี้ ครับ...
IPB Image

จากรูปหลังนี้เราก็จะเห็นความแตกต่าง ครับ ว่าภาพที่ออกมานั้น ทั้งนางแบบ และฉากหลังเด่นไม่แพ้กันเลย อีกทั้งยังให้ภาพดูมีมิติอีกด้วยครับ

ที่มาจาก : siamfreestyle.com

การกำหนดคุณภาพของภาพ (Image Quality)

การกำหนดคุณภาพของภาพ (Image Quality)


   กล้องดิจิตอลโดยทั่วไปจะเก็บภาพในรูปแบบ Photoshop, TIFF File, JPEG File หรือ RAW File คุณภาพของภาพที่ได้จากไฟล์แบบต่างๆ จะมีคุณภาพแตกต่างกันออกไป เรียกคุณภาพที่เกิดจากรูปแบบการเก็บข้อมูลนี้ว่า Image Qualityสามารถเข้าไปตั้งค่า Image Quality ได้โดยการเข้าไปที่ Menu (หรือ Setting) แล้วเข้าไปที่ Image Quality ซึ่ง Image Quality มักจะแบ่งออกเป็นระดับคือ

    1. High จะเก็บภาพแบบ TIFF File 8 bit/color ซึ่ง จะไม่มีการบีบอัดข้อมูล ทำให้ได้คุณภาพสูงสุดจากกล้องตัวนั้น แต่จะใช้เนื้อที่การเก็บภาพมาก ไฟล์มีขนาดใหญ่ ประมวลผลช้า เปลืองพลังงาน และทำให้ใช้ระบบการถ่ายภาพบางอย่างไม่ได้ หรือได้น้อยลง เช่น ระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง เป็นต้น เหมาะสำหรับการเก็บภาพที่ต้องการคุณภาพสูงสุด
    2. Fine, Normal, Basic จะเก็บภาพในรูปแบบของ JPEG File 8 bit/color ซึ่งมีการบีบอัดข้อมูล ทำให้เกิดการสูญเสียคุณภาพของภาพไป โดยที่ Fine จะบีบอัดข้อมูลน้อยที่สุดไฟล์มีขนาดใหญ่กว่า และ Basic บีบอัดข้อมูลมากที่สุด และไฟล์มีขนาดเล็กที่สุด โดยทั่วไปหากใช้ภาพเพื่องานอัดขยาย แนะนำให้ตั้ง Fine แต่ถ้าต้องการเก็บภาพลงซีดี หรือใช้กับคอมพิวเตอร์ แนะนำให้ใช้ Normal และถ้าต้องการใช้ส่ง E-Mail แนะนำให้ใช้ Basic ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดของการ์ดเก็บข้อมูลและจำนวนภาพที่ต้องการบันทึก
    3. RAW เป็นไฟล์เฉพาะซึ่งต้องอาศัยโปรแกรมเฉพาะของกล้องในการเปิด  ไม่สามารถใช้โปรแกรมทั่วไปในการเปิดได้ RAW File เป็นข้อมูลดิจิตอลที่มาจาก Image Sensor ไม่ผ่านการปรับแต่งใดๆ จาก Processor ของตัวกล้อง  ทำให้ได้คุณภาพที่แท้จริงจากกล้องตัวนั้นๆ โดยเฉพาะการไล่ระดับโทนสี หรือ Bit Depth กล้องดิจิตอลในปัจจุบันจะมีความลึกสีประมาณ12 bit/color แต่เมื่อเก็บภาพเป็น TIFF File จะถูกบีบลงเหลือ 8 bit/color เท่านั้น การเก็บเป็น RAW File จึงทำให้จำนวนเฉดสีที่มากกว่า เมื่อเปิดด้วย Software เฉพาะ จะสามารถปรับแต่งสี  ความคมชัดและคุณภาพอื่นๆ ได้ จากนั้นถึงจะเปลี่ยน RAW File ไปเป็น TIFF File และ JPEG File เพื่อการนำไปใช้งานอื่นๆ ต่อไป
  
 มืออาชีพจำนวนมากที่นิยมถ่ายภาพด้วย RAW File และเก็บภาพต้นฉบับลง CD แบบ RAW File เนื่องจากไม่สูญเสียคุณภาพ โดยเฉพาะความลึกสี (Bit Depth) สามารถใช้ Software ในการปรับคุณภาพภายหลังได้ ปรับภาพได้หลากหลายรูปแบบ และแก้ไขใหม่ได้ถ้าไม่พอใจ และถ้าภายหลังมี software รุ่นใหม่ออกมา ก็จะทำให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้นด้วย ในขณะที่การเก็บแบบ TIFF File หรือ JPEG ไม่สามารถปรับเปลี่ยนคุณภาพของภาพในภายหลังได้ เมื่อจะใช้งาน จึงค่อยแปลง RAW File เป็น TIFF หรือ JPEG


ที่มาจาก : camera-station.com

การตั้งระดับความเปรียบต่าง (Contrast, Tone)

การตั้งระดับความเปรียบต่าง (Contrast, Tone)
   
กล้องดิจิตอลในรุ่นปานกลางถึงรุ่นสูงจะสามารถตั้งค่าความเปรียบต่างของภาพได้ โดยการเข้าไปที่ Menu >Contrast โดยปกติค่าความเปรียบต่างจะถูกตั้งไว้ที่ Normal หรือปานกลาง ผู้ใช้สามารถลดหรือเพิ่มความเปรียบต่างของภาพได้ โดยการเลือกไปที่ High หรือ Low


   
การปรับตั้งความเปรียบต่างจะมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการถ่ายภาพนอกสถานที่ซึ่งไม่สามารถควบคุมความแตกต่างของแสงได้ ผู้ใช้สามารถตั้งความเปรียบต่างของภาพที่กล้องเพื่อชดเชยความเปรียบต่างที่ มากหรือน้อยเกินไปของสภาพแสงได้ เช่น ถ่ายภาพในสภาพแสงครึ้มฟ้าครึ้มฝน ความแตกต่างของแสงในส่วนมืดและสว่างจะน้อยมาก ภาพที่ได้จะมีความเปรียบต่างต่ำ ส่วนขาวไม่ขาว และส่วนดำไม่ดำ ภาพดูเทาไปหมดทั้งภาพ เราสามารถแก้ไขโดยการเพิ่มความเปรียบต่างของภาพไปที่ High ความ เปรียบต่างของภาพจะสูงขึ้น ภาพจะมีสีสัดดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากไปถ่ายภาพที่มีความแตกต่างของภาพจะสูงมากๆ เช่น การถ่ายภาพในอาคารย้อนออกไปภาพนอก ความแตกต่างของแสงส่วนมืดและสว่างจะสูงมาก ทำให้ส่วนสว่างและส่วนมืดไม่มีรายละเอียด สามารถแก้ไขได้โดยการปรับความเปรียบต่างที่ตัวกล้องไปที่ Low กล้องจะลดความเปรียบต่างของภาพลด และได้รายละเอียดในส่วนมืดและสว่างมากยิ่งขึ้น
   
การตั้งความเปรียบต่างให้เหมาะสมกับภาพแต่ละลักษณะเป็นประโยชน์มากในการใช้ งานกล้องดิจิตอล และเป็นสิ่งที่ทำให้กล้องดิจิตอลได้เปรียบกล้องใช้ฟิล์ม เพราะฟิล์มไม่สามารถเปลี่ยนความเปรียบต่างไปมาในแต่ละภาพได้ ต้องไปเปลี่ยนในขั้นตอนการอัดขยายภาพโดยการเลือกความเปรียบต่างของกระดาษ

ที่มาจาก : camera-station.com

26 พฤษภาคม 2555

Hot Dead Pixel มีผลอย่างไรต่อภาพถ่าย

กล้องดิจิตอลสามารถเกิดภาพได้โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Image Sensor ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงแสงให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ A/C Converter กระแสไฟฟ้าจะถูกแปลงให้กลายเป็นข้อมูลดิจิตอล กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นมีปริมาณน้อยมากจึงต้องมีการขยายสัญญาณด้วย Amplifier จาก นั้นข้อมูลดิจิตอลจะเข้าสู่ระบบประมวลผลเพื่อทำการปรับความสว่าง สีสัน ความคมชัด รวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ ที่ได้มีการปรับตั้งไว้ที่ตัวกล้อง กลายเป็นภาพดิจิตอลที่สมบูรณ์ สามารถบันทึกข้อมูลลงการ์ดเก็บข้อมูล และนำไปใช้งานได้ การบันทึกข้อมูลอาจจะบันทึกภาพที่ผ่านการประมวลผลไปแล้ว หากไม่มีการบีบอัดข้อมูลมักจะบันทึกเป็นไฟล์ TIFF หากมีการบันทึกข้อมูลจะบันทึกเป็นไฟล์ JPG และถ้าบันทึกข้อมูลดิจิตอลที่ได้จาก A/D Converter จะเป็นไฟล์ RAW  ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้งานได้โดยตรง ต้องผ่านโปรแกรมแปลงไฟล์ RAW ให้เป็นTIFF หรือ JPG เสียก่อน

Image Sensor มีใช้งานอยู่ 2 ชนิดหลักๆ คือ CCD และ CMOS แต่ไม่ว่าจะเป็น CCD หรือ CMOS ในอิมเมจเซ็นเซอร์จะประกอบด้วยเซลขนาดเล็กๆ เรียงตัวกันเรียกว่า “Photosite” หรือคนทั่วไปจะเรียกว่า “Pixel” ขนาดของPhotosite เล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมเสียอีก ใน Photosite ยังประกอบด้วย  Photodiode เป็น ตัวรับแสงและทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าสำหรับการนำไฟฟ้าและควบคุมการทำงานของอิมเมจเซ็นเซอร์ฟิลเตอร์สี สำหรับการแยกสีภาพ ทำให้เกิดเป็นภาพสีเหมือนจริง และยังมีเลนส์รวมแสงหน้า Photosite เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแสงของ Photodiode

ขนาดของ Photodiode มีผลมากต่อคุณภาพของอิมเมจเซ็นเซอร์ ซึ่งขนาดจะเป็นเท่าไหร่นั้นขึ้นกับขนาดของอิมเมจเซ็นเซอร์และจำนวนพิกเซล อิมเมจเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.5 นิ้ว อาจประกอบด้วย Photosite จำนวนมากถึง 8 ล้านเซลPhotosite จึงมีขนาดเล็กมากๆ โดยทั่วไปอิมเมจเซ็นเซอร์ที่มี Photosite ขนาดใหญ่จะให้ภาพคมชัด รายละเอียดสูง สีสันอิ่มตัวเป็นธรรมชาติ ไวต่อแสงกว่าอิมเมจเซ็นเซอร์ที่มี Photosite ขนาดเล็ก แต่ราคาจะสูงมาก และทำให้ตัวกล้องและเลนส์มีขนาดใหญ่ ราคากล้องจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

Noise, Hot Pixel, Dead Pixel คืออะไร?

การพัฒนาที่พยายามทำให้อิมเมจเซ็นเซอร์มีขนาดเล็กแต่มีจำนวนพิกเซลมากๆ นี้เอง Photosite จึงมีขนาดเล็กมากๆ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถทำให้คุณภาพของแต่ละ Photosite มีคุณภาพเท่ากัน 100% คุณสมบัติด้านความไวแสง ความไวต่อสี และการเกิดกระแสไฟฟ้าของแต่ละ Photosite จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย รวมทั้ง อาจเกิดความผิดปกติของบาง Photosite เช่น Photosite เกิดกระแสไฟฟ้าได้เอง หรือ Photosite ไม่ทำงานซึ่งเป็นเรื่องปกติของมาตรฐานการผลิตอิมเมจเซ็นเซอร์ในปัจจุบัน
ความผิดปกติของ Photosite ที่มีผลต่อภาพ เช่น
  
1. Noise ลักษณะเป็นจุดหรือจ้ำเล็กๆ กระจายเต็มภาพ เกิดจากสาเหตุได้มากมายเช่น การอ่านสัญญานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องทำให้ Image Sensor มีความร้อนสูง สภาพอากาศร้อน ฟิลเตอร์ที่ใช้บนหน้าอิมเมจเซ็นเซอร์กันแสงไม่เท่ากัน ความไวแสงของแต่ละ Photosite ไม่เท่ากัน การขยายสัญญานไฟฟ้ามากๆ (ตั้งความไวแสงสูง) การเก็บไฟล์ภาพเป็น JPGซึ่งมีการบีบอัดข้อมูล คุณภาพของวงจรไฟฟ้าที่ใช้งาน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ทำให้แม้แต่ละ Photosite จะ ได้รับแสงเท่ากัน แต่ภาพที่ได้กลับไม่เป็นสีเดียวกัน สีจะแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละพิกเซล ทำให้ภาพไม่เรียบเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด เกิดเป็นรอยจ้ำขึ้นมาคล้ายๆ กับเกรนของฟิล์ม
  
2. Stuck Pixel เกิดจากพิกเชลบางส่วนเป็นจุดสว่างขึ้นมา โดยไม่ขึ้นกับความไวแสงและความเร็วซัตเตอร์ที่ใช้ (คนทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็น Dead Pixel)
  
3. Dead Pixel เกิดจากพิกเซลไม่ทำงาน ทำให้ไม่เกิดภาพ กลายเป็นจุดสีดำในภาพโดยไม่ขึ้นกับความเร็วซัตเตอร์และความไวแสงที่ใช้งาน
         
4. Hot Pixel คือ Noise ที่เริ่มมีความสว่างหรือความแตกต่างของแสงอย่างชัดเจน 



ปัจจัยควบคุม Hot Pixel และ Noise
   
Hot Pixel และ Noise จะมีอยู่ในอิมเมจเซ็นเซอร์ทุกตัวที่ผลิตออกมาในปัจจุบัน โดยเฉพาะอิมเมจเซ็นเซอร์ขนาดเล็กและมีความละเอียดสูงที่ใช้ในกล้อง Consumer ราคาถูกทั่วไป นอกจากความสามารถในการผลิตแล้ว ปัจจัยที่ส่งผลให้Noise และ Hot Pixel มีจำนวนมากขึ้นคือ

1. ขนาดของอิมเมจเซ็นเซอร์และPhotosite ยิ่งมีขนาดเล็ก Noise และ Hot Pixel จะมีจำนวนมากขึ้น

2. เวลาเปิดรับแสง ยิ่งเปิดรับแสงนาน Noise และ Hot Pixel จะมีจำนวนมากขึ้น

3. ความไวแสง ยิ่งตั้งความไวแสงสูง Noise และ Hot Pixel จะมีจำนวนมากขึ้น

4. อุณหภูมิกล้อง การใช้งานที่อุณหภูมิสูง กล้องมีความร้อนสะสมสูง Noise และ Hot Pixel จะมีจำนวนมากขึ้น

5. การใช้งานต่อเนื่อง การถ่ายภาพการเปิดดูภาพ และการมองภาพทางจอ LCD แทนช่องมองภาพ ทำให้อิมเมจเซ็นเซอร์ทำงานตลอดเวลา ส่งผลให้ Noise และ Hot Pixel จะมีจำนวนมากขึ้น

6. การบีบอัดข้อมูลภาพและการตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับภาพ การบีบอัดข้อมูลในระบบ JPG การตั้งความคมชัดสูงขึ้นกว่าภาพปกติ การปรับตั้งสีให้จัดจ้าน และการเพิ่มความเปรียบต่าง ล้วนแล้วแต่เพิ่มปริมาณ Hot Pixel และ Noise ทั้งสิ้น

7. อายุการใช้งาน เซ็นเซอร์ที่ใช้งานไประยะหนึ่งจะมี Hot Pixel และ Noise เพิ่มขึ้น

8. การปรับตั้งระบบภาพ การเพิ่มความคมชัด การเพิ่มความอิ่มตัวของสี มีผลทำให้ Noise และ Hot Pixel เพิ่มขึ้น 

ผลของ Hot Pixel และ Noise ที่มีต่อภาพ
   
Noise และ Hot Pixel จะทำให้ส่วนที่เป็นพื้นเรียบไม่เรียบเป็นเนื้อเดียวกัน จะเกิดความแตกต่างบ้างเล็กน้อยถึงมากแล้วแต่ปริมาณของ Hot Pixel และ Noise ที่เกิดขึ้นโดยปกติแล้วผู้ใช้กล้องทั่วไปจะไม่สามารถเห็น Hot Pixel และ Noise กับการใช้งานปกติได้ เพราะว่าภาพที่ถ่ายมักจะมีรายละเอียดของพื้นผิวและความแตกต่างของโทนสี ทำให้ Hot Pixel และNoise หาย ไปกับรายละเอียดในภาพรวมไปถึงระบบอัดขยายและพิมพ์ภาพไม่สามารถอัดขยายให้ ทุกๆ จุดมีสีเท่ากันรวมถึงไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดได้ทั้งหมด จึงทำให้ Hot Pixel และ Noise หายไป
   
Hot Pixel และ Noise จะเริ่มสังเกตเห็นได้เมื่อถ่ายภาพในสภาวะที่ทำให้เกิด Hot Pixel และ Noise สูงๆ อย่างที่ได้แสดงไว้ในหัวข้อปัจจัยควบคุม Noise และ Hot Pixel การ ถ่ายภาพกลางคืนโดยใช้ความไวแสงสูงและความเร็วชัตเตอร์ต่ำ การปรับตั้งระบบการทำงานของกล้องบางระบบ การใช้งานต่อเนื่องการถ่ายภาพในที่อากาศร้อนมากๆ จึงจะเริ่มสังเกตเห็นHot Pixel และ Noise ได้ 


การแก้ไข Hot Pixel และ Noise

สำหรับผู้ผลิตกล้อง มีการแก้ไข Hot Pixel และ Noise โดยการใช้โปรแกรมในตัวกล้องทำการลบพิกเซลในส่วนที่เป็นHot Pixel, Noise รวมถึง Dead Pixel ที่เกิดจากระบบการผลิตซึ่งเป็นปัจจัยคงที่อยู่แล้ว แต่สำหรับ Hot Pixel และ Noise ที่เกิดจากการใช้งานซึ่งเป็นปัจจัยไม่คงที่ เช่น อุณหภูมิ ผู้ผลิต ไม่สามารถแก้ไขให้ได้ ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้โดยใช้โปรแกรมลบNoise และ Hot Pixel เช่น Neat Image, Noiseware, Photoshop CS2, การทำ Dark Frame ฯลฯ ซึ่งสามารถลด Hot Pixel และ Noise จากการใช้งานแต่ละภาพได้ 

การตรวจสอบ Hot Pixel และ Noise
   
ปัจจุบันยังไม่มีโปรแกรมและมาตรฐานในการทดสอบ Hot Pixel และ Noise ที่ได้ผลถูกต้อง โดยทั่วไปจะใช้โปรแกรมทดสอบที่ชื่อว่า Dead/ Hot pixel Test   

การทดสอบ Hot pixel และ Noise จำเป็นต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ดังนี้
   
1. ต้องปิดหน้ากล้อง ไม่ให้แสงผ่านเข้าไปยังอิมเมจเซ็นเซอร์ได้แม้เพียงเล็กน้อย
   
2. ใช้ความไวแสงต่ำสุดที่กล้องสามารถตั้งได้ ห้ามใช้ความไวแสง Auto
   
3. ต้องถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW หรือ TIFF เท่านั้น ห้ามใช้ JPG
   
4. ต้องตั้งค่าต่างๆ ของภาพ เช่น Sharpness ที่ Soft, Saturation ที่ Original, Contrast ที่ Low ซึ่งเป็นภาพที่เกิดจากImage Sensor อย่างแท้จริง
   
5. ต้องถ่ายภาพที่ระบบ Manual เพื่อให้สามารถคุมความเร็วชัตเตอร์ได้
   
6. อุณหภูมิในการทดสอบคือ 20c
   
7. ความละเอียดของภาพต้องอยู่ที่ Effective Pixel เท่านั้น
   
การทดสอบที่ถูกต้องคือตั้งความไวแสงต่ำสุด ปิดหน้ากล้องให้มืดสนิท ไม่เปิดจอ LCD อุณหภูมิ 20c ตั้งระบบต่างๆ ไว้ที่ Original และถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW หรือ TIFF จากนั้นไล่ถ่ายภาพจากความเร็วชัตเตอร์ต่ำไปยังชัตเตอร์สูง ช่วงที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำอิมเมจเซ็นเซอร์จะเกิดความร้อนสูง ปริมาณ Noise จะมากผิดปกติ จำเป็นต้องพักเพื่อให้อุณหภูมิของSensor ลดลงอยู่ 20c ตามปกติและไม่ควรเปิดดูภาพทางจอ LCD เพราะการดูภาพที่จะถ่ายทางจอ LCD จะทำให้ Sensorทำงานหนัก และตั้งค่า Thresh Hold for Pixel ที่ 60 (ต่ำกว่านี้จะไม่สามารถมองเห็นหรือมีผลต่อภาพ)
   
ส่วนการนับจำนวน Hot Pixel นั้นจะต้องนับเป็นจุดบนอิมเมจเซ็นเซอร์เท่านั้นมิได้นับจำนวน Pixel ดังที่ปรากฏในโปรแกรมเนื่องจากอิมเมจเซ็นเซอร์ที่ใช้ในกล้องดิจิตอลทั่วไปแบบ AREA CCD แต่ละพิกเซลมีสีเพียง 1 สี ทำให้ต้องมีการจำลองข้อมูลของพิกเซลด้านข้างมาใช้งาน ข้อมูลของพิกเซลที่เป็น Hot Pixel จึงไปมีผลต่อพิกเซลปกติให้กลายเป็น Hot Pixel เทียม Hot Pixel 1 จุดบนอิมเมจเซ็นเซอร์สามารถปรากฏข้อมูลเป็น Hot Pixel ในโปรแกรมทดสอบเป็น 5 พิกเซลได้ เช่น  Pixel 221/222 กับ 221/223 ปรากฏเป็น Hot Pixel หมายถึงความจริงแล้วมีพิกเซลเดียวเท่านั้นที่เป็น Hot Pixel จึงจำเป็นต้องนับจำนวน Hot Pixel ด้วยตนเองหากต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง

ขอบคุณบทความจาก camera-station.com

วิธีควบคุมระยะชัดลึก อย่างที่ต้องการ

เทคนิคการถ่ายภาพอย่างหนึ่งคือการเรียนรู้วิธีควบคุมระยะชัดลึกเป็นประตูสู่การสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่แม่นยำและประสบความสำเร็จ David Clapp จะอาสาเป็นผู้แนะนำให้กับคุณ

การควบคุมระยะชัดลึกคือกุญแจสู่การถ่ายภาพที่ประสบความสำเร็จ การจัดการให้วัตถุชัดหรือไม่ชัดนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อความงามในภาพซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะตัวแบบเป็นสำคัญ อย่างเช่นในการถ่ายภาพทิวทัศน์เราก็มักจะใช้ระยะชัดลึกที่กว้างเพื่อครอบคลุมความคมชัดของภาพตั้งแต่ฉากหน้าไปจนถึงฉากหลัง วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ดูสามารถสอดส่ายสายตาลงบนรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของภาพ ตั้งแต่ก้อนเมฆที่อยู่ในระยะไกลมาจนถึงหาดทรายที่อยู่ตรงปลายเท้าของคุณ
ในทางกลับกัน ภาพถ่ายมาโครก็มักจะวางจุดโฟกัสที่คมชัดควบคู่ไปกับพื้นที่หลุดโฟกัสฉากหลัง ภาพเกสรที่คมชัดตัดกับพื้นที่ความเบลอ ช่วยทำให้ภาพดอกไม้นี้มีความบอบบางและส่งผลก่อให้เกิดความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
คราวหน้าหากคุณได้ดูงานภาพโฆษณา ลองสังเกตถึงสิ่งที่โฆษณานั้นต้องการจะขาย และเทคนิคการถ่ายภาพที่งานนั้นเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีหรือแพ็กเก็จท่องเที่ยง ระยะชัดลึกก็จะเป็นตัวดึงสายตาคุณเข้าไปสู่พื้นที่ที่ควรจะเป็น ซึ่งก็คือตัวสินค้านั้นเอง
แล้วเช่นนั้นคุณจะปรับปรุงการใช้ระยะชัดลึกของคุณได้อย่างไร? ความเข้าใจในเลนส์ของคุณของถ่องแท้คือคำตอบ ระยะชัดลึกจะเพิ่มขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังของระนาบโฟกัส (หรือจุดโฟกัส) เมื่อคุณหรี่รูรับแสงให้เล็กลง ส่งผลทำให้พื้นที่ทั้งสองด้านนั้นมีความคมชัดเพิ่มขึ้น รูรับแสงกว้าง (เช่น f/2.8) จะมีพื้นที่ความคมชัดน้อย ขณะที่รูรับแสงที่เล็กกว่า (เช่น f/16) จะส่งผลให้ภาพมีพื้นที่ความคมชัดมากขึ้น
แต่การเลือกใช้นั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวแบบและเลนส์ที่คุณเลือกใช้ด้วยเช่นกัน คงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะถ่ายภาพทิวทัศน์ในระยะไกลด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ที่รูรับแสง f/16 เนื่องจากไม่มีวัตถุใดเลยที่อยู่ใกล้ตัวช่างภาพ
การปรับโฟกัสเลนส์
การเรียนรู้ที่จะโฟกัสเลนส์ของคุณด้วยเทคนิคไฮเปอร์โฟกัส (Hyperfocal) คือคำตอบสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ภายใต้สถานการณ์ที่ชวนปวดหัว ลองจินตนาการถึงภาพฉากภูเขาที่มีกระท่อมและดอกไม้ห่างจากคุณออกไปเพียงไม่กี่เมตร คุณสามารถที่จะเก็บทุกส่วนของภาพให้มีความคมชัดได้หากคุณวางจุดโฟกัสไว้ถูกตำแหน่ง แต่ถ้าคุณโฟกัสไปที่ภูเขา (ที่ระยะอินฟินิตี้) ดอกไม้บริเวณฉากหน้าก็จะไม่คมชัดแม้ว่าคุณจะเลือกใช้ค่า f/22 แล้วก็ตาม นั่นก็เพราะคุณยังไม่ได้ใช้งานพื้นที่ซึ่งอยู่ด้านหลังระนาบโฟกัสนั่นเอง ด้วยการเลื่อนจุดโฟกัสย้อนกลับไปทางกระท่อม เลนส์ของคุณก็จะสามารถใช้พื้นที่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังระนาบโฟกัสได้ ซึ่งหมายความว่าภาพดอกไม้ของคุณจะกลับเข้ามาอยู่ในโฟกัสโดยไม่สูญเสียความคมชัดใดใดในภาพเลย
เทคนิค การตั้งค่ากล้อง SLR ที่สำคัญ
ขั้นตอนง่ายๆ ในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้มีความคมชัดสูงสุด
ควบคุมด้วยระบบแมนวล
ในการกำหนดระยะชัดลึก ให้คุณปรับกล้องไว้ที่โหมด AV หรือ M (Aperture Priority หรือ Manual) เพื่อที่คุณจะสามารถควบคุมองค์ประกอบภาพและพื้นที่ที่คุณต้องการให้มีความคมชัด อย่าลืมปรับระบบโฟกัสของเลนส์ให้เป็นระบบแมนวล (MF) ด้วยเช่นกัน
ใช้ปุ่มตรวจสอบความชัดลึก
ฟังก์ชั่นตรวจสอบความชัดลึก ( Depth of Field Preview ) ในกล้องถ่ายภาพของคุณมีความสำคัญในการตรวจดูช่วงความชัดลึกภายในภาพก่อนที่คุณจะกดชัตเตอร์ จำไว้ด้วยว่า ก่อนที่คุณจะกดปุ่มนี้ ช่องมองภาพจะแสดงภาพที่ค่ารูรับแสงที่กว้างที่สุดเสมอ
เปลี่ยนมาใช้โหมด Live View
โหมด Live View (ซึ่งมักจะมีในกล้อง D-SLR แทบทุกรุ่น) คือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ เมื่อคุณกดปุ่มตรวจสอบความชัดลึก ( Depth of Field Preview ) ขณะที่อยู่ในโหมด Live View จะช่วยทำให้คุณเห็นว่าส่วนในของภาพที่อยู่ในโฟกัสได้อย่างชัดเจน วิธีนี้จะช่วยให้คุณหาตำแหน่งจุดโฟกัสของภาพเพื่อเพิ่มระยะชัดลึกของภาพให้ได้มากที่สุด

- ใช้ขาตั้งกล้อง
ความแม่นยำในภาพสามารถทำให้ภาพของคุณประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ ดังนั้นอย่าลืมตั้งกล้องของคุณบนขาตั้งกล้องทุกครั้ง ความสั่นไหวสามารถสร้างปัญหาทำให้ภาพนุ่มเบลอ ดังนั้นคุณจึงควรขันตัวเล็กต่างๆ ให้แน่นหนาก่อนที่จะเริ่มถ่ายภาพ
- เร่งให้เร็ว
รูรับแสงที่กว้างทำให้คุณสามารถทิ้งขาตั้งกล้องและถ่ายด้วยมือแทนได้ และระยะชัดลึกที่แคบแบบนี้ (อย่างเช่น f/2.8) ก็หมายถึงค่าความไวชัตเตอร์ที่สูงขึ้น การปรับเปลี่ยนค่า ISO จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมสัดส่วนความไวชัตเตอร์ตามกฎ 1/ทางยาวโฟกัสได้ (ถ่ายภาพด้วยเลนส์ 50มม. ที่ค่าความไวชัตเตอร์ไม่ต่ำกว่า 1/50 วินาที)
- ตรวจเช็คโฟกัส
ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติหรือไม่ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตัวแบบและสไตล์ภาพของคุณเป็นหลัก คุณจำเป็นต้องตรวจเช็คการโฟกัสของคุณอย่างสม่ำเสมอเวลาที่คุณถ่ายภาพทิวทัศน์ด้วยระบบแมนวลโฟกัส ความสับสนระหว่างวงแหวนซูมกับวงแหวนโฟกัสสามารถทำลายภาพถ่ายของคุณได้โดยง่าย
- คร่อมจุดโฟกัส
ลองปรับเปลี่ยนจุดโฟกัสมายังด้านหน้าและด้านหลังของจุดโฟกัสเวลาที่คุณต้องถ่ายภาพที่จำเป็นต้องใช้ระยะชัดลึกมาก ลองถ่ายภาพหลักเก็บเอาไว้สักสองสามภาพ จากนั้นถ่ายภาพเพิ่มโดยใช้จุดโฟกัสที่แตกต่างกันเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
ขอบคุณบทความดี ๆ จาก http://www.dcmthailand.com

บทความกล้องดิจิตอลยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง