ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ CAMERA REVIEWS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ CAMERA REVIEWS แสดงบทความทั้งหมด

26 พฤษภาคม 2555

รีวิวกล้อง DLSR Sigma SD15

Sigma นั้นมีชื่อในเรื่องของเลนส์แต่ในขณะเดียวกันก็ผลิตกล้องคอมแพคที่น่าสนใจอย่าง DP1 และ DP2 ออกมาสู่ท้องตลาด (บอดี้เดียวกันแต่ใช้เลนส์คนละตัว) ส่วนกล้อง DSLR นั้นใช้ชื่อตระกูลว่า SD ที่มี SD9 แบบ 3MP ออกมาเป็นตัวแรกในปี 2002 ตามมาด้วย SP10 ในปี 2003 และ SD14 ในปี 2007 ส่วน SD15 นั้นพัฒนามาจาก SD14 โดยมีหัวใจคือเซ็นเซอร์ Foveon X3 เช่นเดียวกัน
ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆพยายามผลิตเซ็นเซอร์ตัวใหม่ออกมาทุก 2-3 ปี แต่เทคโนโลยีใน Foveon ของ Sigma ดำเนินไปช้ากว่า ทำให้ SD15 เป็นเหมือนกล้องที่ได้รับการออกแบบใหม่มากกว่าที่จะเป็นกล้องตัวใหม่ แม้ว่า SD14 จะออกมาสู่ท้องตลาดได้ 3 ปีแล้วก็ตาม
แม้ Foveon X3 จะมีจำนวนพิกเซลดูน้อยเหมือนกว่าระดับมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ตัวเลขที่ว่านั้นกำลังทำให้คุณเข้าใจผิด เพราะว่าวิธีการสร้างภาพถ่ายและระดับความคมชัดของมันนั้นสู้กับกล้อง DSLR ที่ใช้เซ็นเซอร์แบบ APS-C ได้สบาย
แต่ถึงมันจะสู้กล้องดิจิตอลตัวอื่นได้ ก็ยังมีคำถามตามมาว่าทำไมเราจึงควรต้องซื้อ SD15? คำตอบข้อแรกก็คือ ความคมชัดระดับสุดขีดของมัน ที่ทำให้ภาพถ่ายของคุณดูแตกต่างจากกล้องทั่วไป แม้ว่ามันจะมีจำนวนพิกเซลต่ำกว่าก็ตาม ข้อสอง ไฟล์ขนาด 4.7MP ของมันกินเนื้อที่น้อยกว่าภาพขนาด 12-14MP มาก ข้อสาม SD15 มีการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น และถ้าคุณใช้กล้องเป็นอยู่แล้ว การเข้าถึงคำสั่งหลักๆโดยไม่ต้องผ่านเมนูที่สลับซับซ้อนนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก
SD15 เป็นการอัพเกรดจาก SD14 ที่ดูธรรมดา แต่คราวนี้ใช้การ์ดแบบ SD/SDHC ได้ มีอายุชัตเตอร์ 100,000 ครั้ง มีจอ LCD คุณภาพดีที่มีความละเอียด 460,000 จุด และเช่นเดียวกับกล้อง Sigma ตัวอื่นๆ มันมาพร้อมกับโปรแกรม Photo Pro ของ Sigma เอง เพื่อแปลงไฟล์ RAW คุณสามารถเปิดและแปลงไฟล์ RAW ได้ด้วย Adobe Camera Raw ก็จริง แต่โปรแกรมของ Sigma นั้นทำงานร่วมกับโหมดสีของกล้องได้เหมาะกว่าและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับภาพที่มี ISO สูงๆ
คุณภาพงานผลิตและการใช้งาน

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความหนักและความบึกบึนของมัน มันดูแข็งแรงทนทานแต่โครงสร้างพลาสติกทำให้มันดูเหมือนกล้องที่ราคาไม่น่าแพง
มีการออกแบบหลายอย่างที่เข้าท่า ไม่ว่าจะเป็นโหมดล็อกแผ่นกระจกเพื่อลดการสั่นของกล้องเวลาถ่ายแบบมาโครหรือใช้เลนส์เทเลโฟโต้ระยะซูมสูงมากๆ และในกระบอกเลนส์ก็มีชิ้นแก้วที่เป็นอุปกรณ์กันฝุ่นไม่ให้เข้าไปในช่องกระจกเลนส์และเซ็นเซอร์
ปุ่มควบคุมอย่างอื่นก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป บางอย่างก็ให้ความรู้สึกที่ดี อย่างเช่น ปุ่มปรับโหมดหลักซึ่งมีเพียงสี่ตำแหน่งสำหรับโหมด Program, Aperture Priority, Shutter Priority และ Manual ไม่มีโหมด Auto สำหรับมือใหม่ โหมด Scene หรือโหมดถ่ายวิดีโอแต่อย่างใด
ด้านบนซ้ายของกระโหลกกล้องมีแป้นหมุนอีกอันหนึ่งสำหรับปรับตั้งโหมดไดร์ฟ ซึ่งยังคงมีการออกแบบมาอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา
ด้านบนของกริปด้ามจับด้านขวานั้นเป็นปุ่มหมุนควบคุมที่มีเพียงอันเดียว ทำให้เวลาถ่ายด้วยโหมด Manual คุณต้องกดปุ่มปรับค่าชดเชยแสงไปด้วยในขณะที่กดเลือกระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสง กล้อง SLR ส่วนใหญ่ในราคาขนาดนี้มักจะมีปุ่มหมุนสองอัน อีกทั้งปุ่มหมุนนี้ค่อนข้างหนักและมันน่าจะใช้งานได้ถนัดมือกว่าถ้าหากอยู่ด้านหน้าของกริปด้ามจับทางด้านหน้าของกล้อง
ปุ่มควบคุมและคุณสมบัติอื่นๆ
แผงหลังของกล้องนั้นมีปุ่มอยู่กลุ่มหนึ่งที่ด้านบนขวาสำหรับปรับค่า ISO การวัดแสง และจุดโฟกัส แต่คุณอาจกดพลาดไปถูกได้ง่ายมากถ้าวางนิ้วโป้งไว้บริเวณนั้น นอกจากนั้นฟังก์ชั่นของบางปุ่มก็ไม่ชัดเจน มีเครื่องหมายดอกจันสีแดงที่ปุ่มใกล้จอ LCD ซึ่งมีไว้สำหรับทำเครื่องหมายเวลาเลือกชมภาพ สำหรับปรับหมุนภาพหรือล็อกภาพ หากเอาไปรวมไว้ในเมนูน่าจะง่ายกว่า นอกจากนั้นยังมีปุ่ม Cancel ข้างใต้ปุ่มปรับสี่ทิศทางด้านขวามือซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเป็นพิเศษเพราะการกดปุ่ม Menu ก็เป็นการออกจากหน้าเมนูได้เช่นกัน
มีมากกว่าหนึ่งวิธีในการปรับเปลี่ยนค่าในการถ่าย เช่น ปุ่ม Quick Set (QS) นั้นมีไว้สำหรับเปลี่ยนสไตล์ภาพ (ซึ่งมีให้เลือกอย่าง Standard, Vivid, Neutral, Portrait, Landscape) เลือกชนิดไฟล์ (RAW หรือ JPEG) ปรับค่าไวท์บาลานซ์ และคุณภาพของรูป (ถ้าเป็นโหมด JPEG) และก็ยังมีปุ่ม Func สำหรับเลือกโหมดแฟลชและโหมด AF และปุ่มนี้ยังมีไว้สั่งเปิดเส้นหน้าจอเพื่อแสดงจุดออโต้โฟกัสที่กำลังทำงาน นอกจากนั้นยังมีไว้ตั้งค่าในการถ่ายต่างๆเช่น โหมดการรับแสง ค่า ISO ความเร็วชัตเตอร์ และขนาดรูรับแสง แต่มันไม่ได้อยู่บนหน้าเมนูแสดงข้อมูลในการถ่ายแต่เป็นหน้าจอต่างหากซึ่งจะแสดงค่าในการถ่ายเมื่อกดปุ่ม ‘i’ ที่อยู่ข้างจอ LCD บอกตรงๆว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างจะยุ่งเหยิงไม่ใช่น้อย
ไม่มีคุณสมบัติพิเศษใดของ SD15 ที่ยังไม่เคยถูกพูดถึง มันไม่มีโหมดถ่ายวิดีโอ ไม่มีโหมด Live View หรือ Scene ความเร็วในการถ่ายต่อเนื่องที่ 3fps จัดว่าไม่ใช่อะไรโดดเด่นสำหรับกล้องราคาขนาดนี้ แต่มันก็ถ่ายเป็นไฟล์ RAW ได้ต่อเนื่องถึง 21 ภาพต่อครั้ง
อายุแบตเตอรี่ที่ 500 ภาพก็นับว่าเป็นอะไรที่ธรรมดา เช่นเดียวกับเซ็นเซอร์รับแสงอัตโนมัติที่แบ่งเป็น 77-ส่วนและจะโยงส่วนที่รับแสงเข้ากับจุดโฟกัสที่ใกล้ที่สุดที่คุณเลือก ส่วนโหมดวัดแสงนั้นมีถึง 4 แบบ รวมถึงโหมด ‘Centre Area’ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับโหมด ‘เฉพาะจุด’ เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าและก็คล้ายกับโหมด ’Partial’ ในกล้อง Canon บางรุ่น
คุณภาพของรูปถ่าย
ความสามารถในการวัดแสงที่สลับซับซ้อนของ SD15 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้องหรือไม่? คำตอบคือ ไม่เสมอไป โหมดวัดแสงแบบ multi-pattern ของกล้องให้ผลลัพธ์ที่ยากต่อการคาดเดา โดยเฉพาะเมื่อตัวแบบมีคอนทราสต์สูง การปรับมุมมองแม้เพียงเล็กน้อยก็จะสามารถสร้างความแตกต่างในการรับแสงได้เพราะจุดโฟกัสเปลี่ยน ดังนั้นการวัดแสงก็จะเปลี่ยนตามตัวแบบไปด้วย
นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว SD15 จัดว่าเป็นกล้องที่น่าประทับใจมาก ถ้าคุณยังไม่เคยเห็นว่าเซ็นเซอร์ Foveon นั้นทำอะไรได้บ้าง คุณจะต้องทึ่งกับความชัดเจนในรายละเอียดที่มันถ่ายทอดออกมา ทุกเม็ดพิกเซลนั้นคมกริบ เลนส์ 17-70มม ของ Sigma ที่เราได้มาทดสอบในครั้งนี้เป็นเลนส์ที่ดี มีระดับการบิดเบือนของภาพต่ำมีสีเพี้ยนเพียงเล็กน้อยและคมชัดทั่วทั้งภาพ
กล้องตัวนี้ไม่สามารถถ่าย RAW และ JPEG  พร้อมกันได้ ดังนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่คงจะเลือกถ่ายเป็น RAW มากกว่า ส่วนโปรแกรม Photo Pro สำหรับแปลงไฟล์ที่ Sigma ให้มาด้วยนั้นให้สีที่สดใส อิ่ม มีคอนทราสต์ดี
จนบางครั้งดูเหมือนอิ่มเกินไปถ้าใช้การปรับค่าแบบอัตโนมัติอย่างที่โปรแกรมกำหนดให้ คุณสามารถปรับค่ารับแสง สีสัน ค่าไวท์บาลานซ์ และค่าในการถ่ายอื่นๆได้ หรือจะใช้ค่าในการถ่ายเดิมก็ได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะมีความสม่ำเสมอมากกว่าแต่ก็ต้องเสียเวลามากขึ้น
ที่ ISO ต่ำ แทบไม่มีสัญญาณรบกวนให้เห็น แต่ทันทีที่ปรับ ISO เพิ่ม สัญญาณรบกวนก็ตามมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ SD15 ด้อยกว่ากล้อง DSLR ตัวอื่น แต่กระนั้นเวลาที่แปลงไฟล์ด้วย Photo Pro ของ Sigma จากภาพที่ใช้ ISO 1600 ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด คุณอาจจะเลือกใช้ ISO ที่ต้องการได้ แต่ก็ต้องยอมแลกกับการมีสัญญาณรบกวนเพิ่มหรือไม่ก็ภาพที่นุ่มลง
บทสรุปของเรา
บางคนมองว่าเซ็นเซอร์ Foveon เป็นจุดอ่อนของ SD15 แต่ไม่จริงเลย มันให้ไฟล์ขนาดเล็กก็จริงแต่ความชัดเจนและรายละเอียดที่ออกมานั้นน่าทึ่งมาก ทำให้มันสู้กับกล้อง DSLR ที่ใช้เซ็นเซอร์ APS-C ได้สบาย
คุณสมบัติบางอย่างที่ขาดหายไปก็ไม่ได้เป็นปัญหาเท่าใด การใช้กล้อง DSLR ที่เลือกจะมีเฉพาะฟังก์ชั่นพื้นฐานสำคัญๆนั้นเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับตากล้องที่ผ่านการทำงานมายาวนานซึ่งเลือกที่จะถ่ายภาพด้วยวิธีคิดอย่างมีระบบมากกว่าเลือกที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีอันสลับซับซ้อน
ข้อด้อยของ SD15 เห็นจะได้แก่สิ่งพื้นๆอย่างการออกแบบและการใช้งาน มันใหญ่และแข็งแรงก็จริงแต่ก็ให้ความรู้สึกที่หยาบ และปุ่มปรับทั้งหลายก็แออัดและน่าสับสน มันเป็นกล้องที่ควรจะใช้งานง่ายแต่กลับทำให้ยากเกินจำเป็น
เป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะนานๆจะได้เห็นผู้ผลิตกล้องที่มองการถ่ายรูปอย่างสร้างสรรค์ และคุณภาพอันยอดเยี่ยมของเซ็นเซอร์ Foveon X3 เอง เราได้แต่จินตนาการว่ามันจะทำอะไรได้บ้างหากรุ่นต่อไปจะมีความละเอียดมากกว่านี้
คำตัดสินจากการทดสอบ
Sigma SD15, Canon EOS 50D และ Nikon D90 ทั้งสามตัวถูกทดสอบในห้องทดสอบของเราเพื่อทดสอบปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อภาพถ่าย ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะใกล้เคียงกันแต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ Foveon ของ Sigma ได้ดี
ระบบการรับแสงของ SD15 นั้นเกือบไม่มีข้อผิดพลาด แม้ความแม่นยำในการถ่ายทอดสีสันจะขาดความสดใสอย่าง Canon หรือ Nikon แต่มันก็ให้ภาพถ่ายที่มีสีสันเป็นธรรมชาติ มีไดนามิคเรนจ์ที่ดีและสัญญาณรบกวนน้อยเมื่อใช้ ISO ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพที่ ISO ต่ำแล้ว คุณภาพของรูปถ่ายที่ได้จาก Sigma นั้นเหนือกว่าอีกสองยี่ห้อ แต่ถ้าคุณใช้ ISO สูงเป็นประจำ ก็ให้เลือก Canon หรือ Nikon
คุณสมบัติ ***
การใช้งาน ***
คุณภาพรูปถ่าย ****
ความคุ้มค่า **
คะแนนรวม ***
สิ่งที่ดีที่สุดของ SD15 คือเซ็นเซอร์ของมัน การเลือกวิธีออกแบบที่เรียบง่ายก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วความรู้สึกที่ได้จากการใช้งานกล้องที่ชวนให้สับสนและราคากล้องที่สูงกลายเป็นข้อเสียของมันไป

ข้อมูลทางเทคนิคเซ็นเซอร์ Foveon
เซ็นเซอร์ทั่วไปนั้นมีพิกเซลสีแดง เขียว เหลืองเพียงชั้นเดียว จากนั้นกล้องจะแปลงสัญญาณออกมาเป็นภาพโดยอาศัยข้อมูลจากเม็ดสีใกล้เคียงมาประกอบ แต่เซ็นเซอร์ Foveon นั้นต่างกัน มันเก็บข้อมูลสีแดง เขียว เหลืองเช่นกัน แต่ใช้แผงซิลิคอนสามชั้นสำหรับสามสีของแต่ละพิกเซล
ซิลิคอนนั้นตอบสนองกับความถี่แสง (หรือสีนั่นเอง) ในแต่ละย่านไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้ออกแบบ Foveon จึงได้คิดค้นวิธีแยกและจัดเก็บข้อมูลแต่ละสีซึ่งประกอบกันเข้าเป็นภาพดิจิตัล ดังนั้นเม็ดพิกเซลของทั้งสามสีจะซ้อนกันเป็นสามชั้นแทนที่จะอยู่ติดกันบนเซ็นเซอร์ชั้นเดียวเหมือนเซ็นเซอร์ทั่วไป อย่างที่ Sigma กล่าวว่า ถึง SD15 จะมี 4.7 ล้านพิกเซลแต่ว่าแต่ละพิกเซลจะแยกเป็นสามชั้นสี จึงเหมือนกับว่าแล้วมันมี 14.1 ล้านพิกเซล ซึ่งจะว่าไปแล้ววิธีการนับเม็ดสีรวมทั้งสามสีก็เป็นวิธีเดียวกับที่ผู้ผลิตเจ้าอื่นใช้ในการระบุจำนวนเม็ดพิกเซลนั่นเอง
บทความรีวิวจาก http://www.dcmthailand.com

7 เมษายน 2555

พรีวิว แนะนำกล้อง Canon EOS 5D Mark III

Canon EOS 5D Mark III
พรีวิว แนะนำกล้อง Canon EOS 5D Mark III โดย พี่หาว 2how

พี่หาว (จาก www.2how.com) ได้ทำการอัพโหลด คลิปวิดีโอ พรีวิว แนะนำกล้องโปร รุ่นใหม่ล่าสุดจากทางค่าย Canon คือ Canon EOS 5D Mark III ขึ้นใน Youtube โดยคลิปความยาว 23 นาที เป็นการแนะนำคุณสมบัติใหม่ๆ ของกล้อง Canon EOS 5D Mark III ว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่น่าใช้งานบ้าง

เพื่อน ๆ ลองดูกันนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง 




คุณสมบัติที่พี่หาว (2how) รีวิวกล้อง Canon EOS 5D Mark III เช่น

• ความละเอียดไฟล์ 22.3 ล้านพิกเซล แต่ใช้เซนเซอร์ตัวใหม่ ทำให้คุณภาพดีกว่า 5D Mark II
• ปุ่มเปิด-ปิด ย้ายมาอยู่ด้านบนซ้ายมือ ตรงที่ปรับโหมดการถ่ายภาพ คล้าย 60D
• ปุ่มปรับโหมดการถ่ายภาพ มีตัวล็อก ป้องกันการโดนโดยไม่ได้ตั้งใจ
• ปุ่ม ISO ทางขวามือ มีจุดอ้างอิง ทำให้ใช้นิ้วสัมผัสได้ง่ายขึ้น
• ปุ่มเช็คระยะชัดลึก เพิ่มความสามารถมากขึ้นกว่า 5D Mark II
• แยกปุ่มการควบคุมการถ่ายภาพ กับถ่ายวิดีโอแยกกัน
• จอยสติ๊กแน่นหนา ทำงานได้ดีขึ้น
• ล้อวิว มีความสามารถมากขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งนุ่ม และสามารถรับคำสั่งด้วยการสัมผัส
• มีช่องเสียบหูฟัง เอาไว้เช็คเสียงในขณะถ่ายวิดีโอได้โดยตรง
• แบตเตอรี่ขนาดเดิม
• ใช้เมมโมรี่ ได้ใช้ทั้ง CF และ SD ซึ่งสั่งได้จะให้เซฟบันทึกลงที่การ์ดใบไหน
• ช่องมองภาพ มองเห็นเต็ม 100%
•จอภาพ LCD ชัดเจนมากขึ้น มองเห็นไ้ด้จากทุกมุมมอง
• จุดโฟกัส autofocus มากถึง 61 จุด
• สามารถขยาย ISO ได้มากถึง 25,000
• ระบบเมนู เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
• ติดดาวให้กับภาพในการดูภาพจาก LCD หลังกล้อง ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการเลือกภาพในตอนทำงานในคอมพิวเตอร์
• สามารถเลื่อนดูรูปเพื่อเปรียบเทียบกันได้ 2 รูป
• ระบบซูม ที่ทำงานได้สะดวกมากขึ้น
• วิดีโอรองรับ 24, 24, 30, 50 และ 60fps
• เสียงชัตเตอร์กระชับ ไม่เหมือน Mark II

แต่ในคลิปวิีดีโอ รีวิวกล้อง Canon EOS 5D Mark III คลิปนี้ พี่หาว (2how) ไม่ได้บอกราคาของเจ้า Canon EOS 5D Mark III ตัวนี้ ว่าราคาเท่าไหร่ เพื่อน ๆ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการเปิดเผยราคาเท่าไหร่ Canon EOS 5D Mark III ในประเทศไทย จะตั้งราคาเท่าไหร่กันแน่ จะใกล้เคียง หรือมากกว่าราคาจากเมืองนอก เปิดเผยราคา Canon EOS 5D Mark III กล้องโปร ตัวล่าสุดจาก Canon อันนี้ต้องคอยลุ้นกันต่อไปครับ

7 มิถุนายน 2554

ใหม่ Nikon D5100

Nikon D5100

ใหม่ Nikon D5100 เปิดตัวแล้ว

กล้องดิจิตอล DSLR รุ่นเล็กสำหรับครอบครัว Nikon D5100 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนอยากรู้ว่ามีอะไรใหม่ จาก D5000 อัพเดทเป็น Nikon D5100 สิ่งที่เห็นชัดเจนได้แก่จอแสดงผลขนาด 3 นิ้วแบบหมุนพับได้ (อินเทรนด์น่าดู) และความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 1080p Full HD ที่ 24p นอกจากนี้ยังมีโหมดถ่ายภาพกลางคืนซึ่งให้คุณสามารถถ่ายภาพที่ ISO 102,400 ได้ 

28 กรกฎาคม 2553

Top 4 Cameras Mirrorless Interrchangeable Lens :

TOP 4 Cameras
Mirrorless Interrchangeable Lens
(กล้องไร้กระจกและเปลี่ยนเลนส์ได้)

ตลาดของกล้อง Mirrorless Interchangeable Lens หรือกล้องไร้กระจกเปลี่ยนเลนส์ได้นั้น ดูเหมือนจะเพิ่มความคึกคักมากขึ้นทุกขณะ เมื่อค่ายต่าง ๆ ได้ทยอยปล่อยกล้องของตัวเองลงมาแข่งขันกัน ณ เวลานี้ก็นับได้ประมาณ 4 ค่ายแล้ว ในฐานะของผู้บริโภคก็ต้องยินดีที่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น จากการสังเกตของช่างภาพ หลาย ๆ ท่านก็ให้ความสนใจกล้องแบบนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งช่างภาพมือใหม่ที่ยังไม่เคยจับกล้อง DSLR มาก่อน หรือช่ายภาพอาชีพที่มองหากล้องสำรองสักตัวสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนสุดสัปดาห์โดยที่ไม่ต้องแบกน้ำหนักของกล้องที่มากเกินไป

Panasonic GF-1:
Panasonic GF-1 เป็นกล้องแบบ Micro Four Third ตัวกล้องผลิตจากโลหะให้ความรู้สึกแข็งแรง ทนทาน ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Live MOS มีระบบจำกัดฝุ่นแบบคลื่นความถี่สูง Supersonic Wave Filter จอ LCD มีขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 460,000 พิกเซล สามารถใช้งานได้ร่วมกับช่องมองภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) ซึ่งเชื่อมต่อได้บนฮอตชู และยังสามารถเลือกอัตราส่วนภาพได้ 4 แบบ ได้แก่ 4:3, 3:2, 16:9 , 1:1 จุดโฟกัส 23 จุด สามารถย้ายจุดโฟกัสได้ตามต้องการ เลือกตั้งค่าสีได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็น Standard, Nature,Smooth, Nostalgic , Vibrant, Standard B&W ,Dynamic B&W, Smooth B&W, My Film 1 ,My film2 และ Multi Film สามารถบันทึกภาพแบบ Raw File ได้ มีระบบถ่ายภาพแบบดิจิตอลซูมขนาด 2 และ 4 เท่า ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ มีโหมดสำหรับถ่ายภาพในแนวสร้างสรรค์ 17 โหมดถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับ HD 1080i แบบ Mono ซึ่งมีปุ่มบันทึกภาพแยกออกมา เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการใช้งาน ใช้งานได้ร่วมกับการ์ด SD และ SDHC ใช้แบตเตอรี่ถ่ายได้ประมาณ 380 ภาพ

จุดเด่น : มีโครงสร้างแข็งแรงและชนาดกะทัดรัด พร้อมแฟลชในตัวใช้งานร่วมกับช่องมองภาพแบบ EVF เพื่อช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่
ข้อสังเกต : ปิดเครื่องช้า การบันทึกภาพวิดีโอมีเสียงรบกวนจากไมโครโฟน
สรุป : Panasonic GF-1 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่ต้องการอัพเกรดจากกล้องคอมแพค

Samsung NX 10 :

Samsung NX10 ความละเอียด 14.6 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung CMOS ขนาด APS-C ให้คุณภาพของภาพที่ดีเยี่ยมและสีสันเป็นธรรมชาติ มีฟังก์ชัน AF ที่รวดเร็วและแม่นยำ จอแสดงผล 3 นิ้ว แบบ AMOLED (Active Matrix Organic Light-Emitting Diode) สว่าง ตอบสนองได้รวดเร็ว และสามารถดูได้กลางแสงแดดที่แผดจ้ง อัตรส่วนคอนทราสต์ 1000:1 ช่องมองภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถแสดงข้อมูลได้เหมือนกับภาพที่คุณถ่าย ฟังก์ชันขจัดฝุ่นซูเปอร์โซนิค จะขจัดฝุ่นละอองออกจากเซ็นเซอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้แรงสั่นสะเทือน 60,000 ครั้งต่อวินาที โหมด Smart Auto กล้องจะตั้งค่าอัตโนมัติเพื่อถ่ายภาพที่ดีที่สุด สำหรับสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่นการถ่ายภาพบุคคล ที่สวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์ที่งดงามราวกับภาพวาดและช่วงเวลาที่สดใสของเด็ก ๆ เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องทำการปรับแต่งเพิ่มเติม Smart Range จะช่วยปรับในส่วนมืด และส่วนสว่างให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น Beauty Shot สามารถถ่ายภาพบุคคลให้สวยงามและช่วยปรับสภาพผิวให้ดูเนียนขึ้น บันทึกภาพวิดีโอให้คุณภาพแบบ HD ด้วยความละเอียด 720p และการบีบอัดวิดีโอ H.264 มีช่องเชื่อมต่อ HDMI สำหรับ การถ่ายโอนข้อมูล เพื่อรับชมภาพความละเอียดสูงบน HDTV


จุดเด่น : ด้วยกล้องมีขนาดเล็ก แต่มีเซ็นเซอรืรับภาพขนาดใหญ่และระบบออโต้โฟกัสทำงานได้รวดเร็ว
ข้อสังเกต : ไม่มีปุ่มบันทึกวิดีโอ และไม่มีเลนส์และอุปกรณ์อื่น ๆ มารองรับ
สรุป: เป็นกล้องไร้กระจกที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ตัวแรกของ Sumsung ที่ออกมารองรับการทำงานได้ดี แต่ต้องรอดูกันว่า Sumsung จะมีเลนส์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ออกมารองรับกล้องตัวนี้หรือไม่

Olympus E-PL1 :
Olympus E-PL1 ใช้เซ็นเซอร์แบบ Live MOS ความละเอียด 12.3 ล้านพิกเซล เป็นกล้องขนาดเล็กน้ำหนักเบาพกพาไปได้ทุกที่มีแฟลช GN10 (ที่ ISO200) ระบบป้องกันภาพสั่นไหวสามารถป้องกันภาพเบลอในขณะแพนกล้องได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอนและระบบลดฝุ่น Super-Sonic Wave Filte (SSWF) ซึ่งจะสั่นด้วยความเร็วสูงพิเศษมากกว่า 30,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อขจัดฝุ่นออกจากเซ็นเซอร์ ใช้หน่วยประมวลผลภาพ TruePic V ลดจุดสีรบกวนโดยไม่ทำให้รายละเอียดของภาพลดลง เลือกอัตราส่วนภาพได้ 4 แบบคือ 4:3, 16:9, 6:6, 3:2 มีปุ่มถ่ายภาพวิดีโอที่ให้ผู้ใช้สามารถสลับระหว่างภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว บันทึกในรูปแบบ AVI Motion JPEG ระบบ AF Tracking สำหรับการโฟกัสวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว ฟังก์ชั่น MF Assist เพื่อให้ใช้แมนนวลโฟกัสที่อัตรา 7x หรือ 10x หรือ 14x โหมด Art Filter เพื่อการสร้างสรรค์ภาพถ่ายแบบใหม่ ๆ ได้ 6 แบบ ซึ่งใช้ได้กับทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว โหมด e-Portrait จะช่วยให้ภาพผิวหนังออกมามีโทนสีและพื้นผิวที่นุ่มนวลขึ้น
Olymupus E-PL1 มีช่องเชื่อมต่อช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ VF-2 ความละเอียด 1,440,000 จุด และครอบคลุมการมองภาพ 100 % ฟังก์ชั่น Live view ของ VF-2 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเอฟเฟคจากการตั้งค่ากล้องก่อนกดปุ่มชัตเตอร์ได้

จุดเด่น : ออกแบบจัดวางแฟลชได้ดี มีเมนูการถ่ายภาพที่ช่วยให้มือใหม่ถ่ายภาพได้ง่าย ระบบออโต้โฟกัสทำงานรวดเร็วเมื่ออัตเดตเฟิร์มแวร์แล้ว
ข้อสังเกต : ถ้าคุณเป็นคนมือใหญ่ กริบจับอาจจะมีขนาดเล็กเกินไป
สรุป : เป็นกล้องที่ราคาไม่แพงนักเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกล้องไร้กระจกเปลี่ยนเลนส์ได้ที่มีงบประมาณจำกัด

Sony Alpha NEX-5 :
Sony Alpha NEX-5 กล้องดืจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ขนาดเล็กเป็นรุ่นแรกของโซนี่ที่ออกมาพร้อมกับ Somy NEX-3 ความละเอียด 14.2 ล้านพิกเซล ใช้หน่วยประมวลผล BIONZ ออกแบบให้เป็นกล้อง Mirrorless ที่ขนาดเล็กสามารถพกไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลาโดยมีเซ็นเซอร์การใช้งาน ExmorTM APS HD CMOS จึงให้ภาพที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่ากล้อง DLSR ตั้งค่า ISO ได้สูงสุดถึง 12,800 เมนูใช้งานง่าย ถ่ายภาพพาโนราม่าได้ในรูปแบบของ 3D Sweep Panorama บันทึกภาพวิดีโอแบบ Full HD และสามารถบันทึกวิดีโอรูปแบบ AVCHD ความละเอียด HD 1080/60i สำหรับรุ่น NX-5 โดยเฉพาะ จอแสดงผลการควบคุมแบบใหม่ Graphic User Intertace ที่มาพร้อมกับ 6 ไอคอนที่ช่วยให้การถ่ายภาพแบบปรับเองทำได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังมีแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพที่ติดตั้งมาในตัวกล้อง เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการเลือกใช้เทคนิคการถ่ายภาพให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Movie บนกล้องยังทำให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายวิดีโอได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโหมดการถ่ายภาพให้ยุ่งยาก
จุดเด่น : ให้ภาพที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับกล้อง DSLR ขนาดเล็ก ทำงานในที่แสงน้อยได้ดี
ข้อสังเกต : การตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ ใช้งานค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่
สรุป : ถึงแม้ช่วงนี้จะมีหลายค่ายที่ลงมาในตลาดของกล้องไร้กระจกเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่ดูเหมือนว่าคู่แข่งของเจ้า Sony Alpha NEX-5 นั้นน่าจะเป็น NX-10 ของซัมซุงที่มีเซ็นเซอร์ขนาด APS-C เท่ากัน

13 กรกฎาคม 2553

แนะนำกระเป้ากล้อง DSLR

แนะนำกระเป๋ากล้อง DSLR

กระเป๋ากล้องเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับคนใช้ DSLR กระเป๋ามีหลากหลายราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อ คุณภาพ และคุณสมบัติ TENBA และ TAMRAC เป็นแบรนด์กระเป๋ากล้องที่ได้รับความนิยมสูงในอเมริกาอันดับ 1 ใน 3 วันนี้มีกระเป๋ารุ่นที่น่าสนใจจากทั้งสองแบรนด์มาแนะนำครับ

TENBA Messenger
TENBA Messenger เป็นกระเป๋ากล้องที่ดูภายนอกไม่เหมือนกระเป๋ากล้อง แต่เหมือนกระเป๋าใส่เอกสาร สามารถใส่ Notebook ได้ถึงขนาด 15" และช่องใส่กล้องสามารถใส่กล้อง DSLR และเลนส์ได้ 2-3 ตัว รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ เมื่อไม่ต้องการใส่กล้อง ก็สามารถถอดชุดใส่กล้องออกจากกระเป๋าได้ และใช้เป็นกระเป๋าเอกสารทั่วไปได้ กระเป๋ารุ่นนี้มีจุดเด่นของ TENBA คือสามารถเปิดซิปและดึงกล้องออกมาได้จากด้านบนโดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าจากด้านหน้า ทำให้สะดวกทั้งเวลาใช้และเก็บ นอกจากนั้นด้านล่างของกระเป๋าบุวัสดุกันน้ำ กันลื่น รวมถึงสายคล้องก็มีการออกแบบให้กระชับกับไหล่
Photo insert ช่องใส่กล้อง สามารถถอดออกจากกระเป๋าได้

TENBA Shootout Waistpack
Shootout เป็นตระกูลกระเป๋าที่เน้นการใช้งาน outdoor ลุยๆ ทนทานสูง ใช้ผ้าคุณภาพสูงกันน้ำ ซิปกันน้ำ และมีถุงกันน้ำสำหรับสวมทับ รุ่นนี้มีการออกแบบให้สะดวกเวลาหยิบใช้ มีช่องเก็บอุปกรณ์ต่างๆมากมาย สามารถใส่กล้อง DSLR พร้อมเลนส์ได้ 2-3 ตัว รวมทั้งเลนส์เทเลซูมขนาดกลางๆเช่น 200mmได้ ชื่อรุ่น waistpack คือสามารถคาดเอวได้ไม่ต้องถือหรือสะพาย หรือจะถอดสายคาดเอวออกแล้วสะพายบ่าปกติก็ได้ ตัวช่องด้านข้างทั้งสองของกระเป๋าสามารถเปิดออก และหยิบกล้องจากด้านข้างทั้งสองได้โดยไม่ต้องเปิดซิปด้านบน












ยี่ห้อ TAMRAC นี้ในอเมริกาดังพอกับ TENBA แต่เข้ามาในเมืองไทยนานกว่าและเป็นที่รู้จักมากกว่า TENBA ครับ จุดเด่นของรุ่นนี้คือเป็นแบบสะพายไขว้ หรือที่เรียกว่า Sling ปกติกระเป๋าจะอยู่ด้านหลังเหมือนเป้ทำให้ไม่เกาะกะเวลาพกและไม่หนัก เวลาใช้งานสามารถหมุนมาด้านหน้าได้โดยไม่ต้องถอดออก และเปิดหยิบของได้ทันที รุ่น Velocity นี้มีหลายขนาด 7X เป็นขนาดกลางๆ เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ใช้สำหรับกล้องชุดคิท และเลนส์เพิ่ม1-2 ตัว กับแฟลช มีช่องใส่เมมโมรี่และอุปกรณ์อื่นๆ ด้านหน้า รุ่นนี้รูปทรงโดดเด่น ไม่เหมือนเป้หรือกระเป๋ากล้องทั่วไป มีสีน้ำเงินและดำ

27 มิถุนายน 2553

แนะนำขาตั้งกล้อง :

ขาตั้งกล้อง หรือ tripod เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับผู้ถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น โดยเฉพาะปัจจุบัน ที่คนหันมาเล่นกล้อง DSLR มากขึ้น ขาตั้งกล้องก็ยิ่งมีความจำเป็นขึ้น ขาตั้งกล้องทุกวันนี้มีหลากหลายระดับราคา การเลือกก็ต้องเหมาะกับการใช้งาน ทั้งวัสดุ การรับน้ำหนัก การปรับระยะ การเก็บ ถ้าเป็นขาตั้งระดับล่างๆ ก็มีข้อดีคือราคาถูก เหมาะกับคนที่ไม่ได้ค่อยได้ใช้บ่อย มีติดไว้ตอนจำเป็นนิดหน่อย และมักใช้กล้องที่น้ำหนักไม่มาก ข้อเสียก็คือ ไม่ทน รับน้ำหนักได้ไม่มาก ใช้นานเข้าก็เริ่มหัก เริ่มเสีย การล็อคไม่แข็งแรง อาจเสี่ยงถ้าจะใช้กับกล้องที่มีราคาค่อนข้างสูง วันนี้เราเลือกขาตั้งกล้องรุ่นระดับราคากลางๆ จากแบรนด์ดัง 2 แบรนด์ คือ SLIK จากญี่ปุ่น และ BENRO จากจีนมาแนะนำให้รู้จักกันครับ







SLIK U7700
เป็นขาตั้งอลูมิเนียม รุ่นประหยัด มาพร้อมหัวแพน 3 ทิศ น้ำหนัก 1.3kg รับน้ำหนักเต็มที่ได้ 2.5kg เหมาะกับกล้องวีดีโอ และ DSLR พร้อมเลนส์ขนาดทั่วๆไป และใส่แฟลชได้ ยืดสูงสุดได้ 145cm หดเล็กสุด 51.5cm ข้อดีคือน้ำหนักเบาเพียง ขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับ Vertex รุ่น V8400 แต่ราคาสูงกว่านิดหน่อย เนื่องจากแข็งแรงกว่า ทนทาน การปรับและวัสดุตัวล็อคมั่นคงกว่า จับเทียบกันก็จะรู้ครับ







เป็นรุ่นที่เหมาะอย่างยิ่งกับสำหรับการพกพา เพราะตัวบาง น้ำหนักเบาเพียง 890g แต่แข็งแรงเพราะทำจากวัสดุผสมแมกนีเซียม ขนาดพับเก็บเพียง 48cm (4ท่อน) แต่ใช้งานได้ครอบคลุมมากเช่น กางสูงสุดได้ 1635mm กางต่ำสุดเพียง 16.2cm ถอดแกนและกลับหัวเพื่อถ่ายมาโครและเอกสารได้ และรับน้ำหนักได้เต็มที่ถึง 3kg รุ่นนี้มาพร้อมกับหัวบอลที่ช่วยให้ปรับรอบทิศได้รวดเร็วเพียงปุ่มเดียว หัวสามารถถอดเปลี่ยนได้ครับ ถ้ากล้องกับเลนส์ที่ใช้น้ำหนักมากไปหน่อย ก็เปลี่ยนหัวที่ใหญ่ขึ้นได้ ใช้ยี่ห้ออื่นก็ได้ครับ














อยู่ในตระกูล Pro (อันที่จริงมีอีกรุ่นที่น่าสนใจคือรุ่น 500DX) แต่ขนาดจะใหญ่ไปนิดสำหรับการใช้งานทั่วๆไป และราคาสูงไปอีก รุ่น 330DX นี้ทำจากวัสดุ AMT (super Aluminum-Magnesium-Titanium alloy) ช่วยเพิ่มอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนัก ทำให้ขาตั้งรุ่นนี้ มีความแข็งแรงสูงในขณะที่น้ำหนักไม่มาก ขนาดไม่หนามาก 330DX นี้มีน้ำหนัก 1.67kg แต่รับน้ำหนักได้ถึง 4kg มาพร้อมหัวแพน 3 ทิศทาง ซึ่งถอดเปลี่ยนได้ ความสูงตอนใช้งานเต็มที่ 160cm ต่ำสุดตอนใช้งาน 51cm และขนาดตอนเก็บ 60cm


ยี่ห้อนี้มาจากเมืองจีนครับ แต่ดังระดับโลกไม่แพ้ Slik เลย รุ่นที่แนะนำเป็นรุ่นราคาไม่แพง วัสดุทำจาก Aluminium Alloy รูปร่างบึกบึน แข็งแรง น้ำหนักเบาขาเป็นแบบ 3 ท่อน ทำให้เวลากางสุดจะมั่นคงกว่าแบบ 4 ท่อน มีคุณสมบัตเด่นๆ เช่น มีตะขอสำหรับแขวนเก็บ หรือเกี่ยวตัวถ่วงน้ำหนักเพื่อให้มั่นคงขึ้น ตัวล็อคขาเป็นแบบหมุน ไม่ใช้แบบกริป ทำให้ยึดหดได้เร็ว และหมดปัญหาเรื่องทรายเข้าไปติด ขาพร้อมหัวรุ่นนี้กางสุดสูงได้ 144.4cm ปรับต่ำสุดได้ 55.6cm ความยาวตอนเก็บเหลือ 59.6cm น้ำหนักรวมหัวบอล 1.53kg และรับน้ำหนักได้เต็มที่ 2.5kg รุ่นนี้มาพร้อมหัวบอล BH0 ขนาดกลางๆ มีเพลตมาด้วย หัวจะแข็งแรงกว่าหัวที่มากับ Slik Sprint Pro GM ครับ ราคาเฉพาะหัวก็อยู่ที่ 1625 บาทแล้วครับ ซื้อพร้อมขาคุ้มครับ

23 มิถุนายน 2553

Review เปรียบเทียบ Canon Eos 500D VS Nikon D5000 :

Review เปรียบเทียบ Canon EOS 500D vs Nikon D5000



ชั่วโมงนี้ คงไม่มีกล้องดิจิตอลรุ่นไหนจะเป็นที่พูดถึงมากไปกว่า 2 รุ่นล่าสุดของ 2 ค่ายยักษ์ Canon และ Nikon ที่เข็น Canon EOS 500D (Kiss X3) และ Nikon D5000 ออกมาชนกันในเวลาไล่เลี่ยกันทาง Zoom Camera ก็ เลยถือโอกาสจับ EOS 500D และ D5000 มา review เปรียบเทียบ ให้เห็นกันชัดๆจะได้ตัดสินใจกันง่ายๆ ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ตั้งแต่ review เปรียบเทียบมา ไม่เคยเห็นคู่ไหนที่สูสีเท่าคู่นี้อีกแล้ว แถมยังออกมาเวลาไล่เลี่ยกัน ราคาก็ไล่เลี่ยกันอีกCanon เปิดตัว EOS 500D ก่อน โดยเห็นได้ชัดว่าเป็นรุ่นต่อเนื่องจาก 450D สเปกส่วนมากก็พัฒนาต่อเนื่องมา เช่น เพิ่มความละเอียดจาก 12 เป็น 15 ล้านพิกเซล เพิ่มโหมดถ่ายวีดีโอ จอภาพความละเอียดสูงขึ้น
Nikon ตามมาติดๆ ด้วยการเปิดตัว D5000 ซึ่งเป็นตระกูลใหม่ สร้างความแปลกใจพอสมควร D5000 ถูกวางตำแหน่งเป็นรุ่นระหว่าง D60 และ D90 โดยฟังก์ชั่นส่วนมากมาจาก D90 แต่ใส่ในบอดี้ที่เล็กลงแบบ D60 จริงๆแล้ว หลายคนนึกถึง D50 รุ่นเก่า ที่ตกรุ่นไปโดยที่ไม่มีรุ่นทดแทนโดยตรง D5000 มีความละเอียดเท่ากับ D90 ที่ 12 ล้านพิกเซล ถ่ายวีดีโอได้ และที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือจอ LCD 2.7" แบบพลิกหมุนได้ (tilt & swivel) ที่ไม่เคยมีในทั้ง Canon และ Nikon ก่อนจะอ่านต่อ สำหรับมือใหม่ ผมอยากจะแนะนำว่า พยายามจำชื่อทั้งสองรุ่นและแยกแยะให้ดีครับ ว่าอันไหน Nikon อันไหน Canon เพราะตั้งชื่อได้ใกล้กันมาก

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ Canon 500D vs Nikon D5000

Canon EOS 500D / Kiss X3

Effective pixels : 15.1 million
Sensor size : 22.3 x 14.9 mm (3.32 cm²)
Pixel density : 4.5 MP/cm²
ISO rating : Auto, 100, 200, 400, 800, 1600, 3200 (6400-12800 expandable)
Auto Focus : Multi-BASIS TTL, 9 focus points
Min shutter : 30 sec
Max shutter : 1/4000 sec
Flash range : 13 m (ISO 100)
Exposure compensation : -2 to +2 EV in 1/3 EV or 1/2 EV steps
Metering : 35 area eval, center weighted, partial, spot
Continuous Drive : Yes, 3.4 fps, 170 JPEG
Movie Clips : Yes, 1920 x 1080 @ 20 fps, 1280 x 720 @ 30 fps, 640 x 480 @ 30 fps
Viewfinder : Optical (Pentamirror, 95% coverage, 0.87x magnification)
LCD : 3 "
LCD Dots : 920,000
HDMI :Yes
Weight (inc. batteries) : 520 g (18.3 oz)
Dimensions : 129 x 98 x 62 mm (5.1 x 3.9 x 2.4 in)

Nikon D5000

Effective pixels :12.3 million
Sensor size :23.6 x 15.8 mm (3.72 cm²)
Pixel density : 3.3 MP/cm²
ISO rating : Auto, 200 - 3200 (plus 6400 with boost)
Auto Focus : Nikon Multi-CAM1000, 11 focus points
Min shutter :30 sec
Max shutter : 1/4000 sec
Flash range : 17 m
Exposure compensation : -5 to +5 EV in 1/2 or 1/3 EV steps
Metering : 3D Matrix metering II, Center weighted, Spot
Continuous Drive : Yes, 4 fps
Movie Clips :Yes, 1280 x 720@24fps, 640 x 424 @ 24 fps, 320 x 216 @ 24 fps
Viewfinder : Optical (Pentamirror, 95% coverage, 0.78x magnification)
LCD : 2.7 " Titl and Swivel
LCD Dots : 230,000
HDMI : Yes
Weight (inc. batteries) : 590 g (20.8 oz)
Dimensions : 127 x 104 x 80 mm (5 x 4.1 x 3.2 in)

การออกแบบ การควบคุม

หากเปรียบเทียบขนาดและรูปร่างแล้ว Nikon D5000 ดูจะบึกบึนกว่า โดยมีความสูง ความหนา และน้ำหนักมากกว่า โดยที่ขนาดของ D5000 จะใหญ่กว่า D60 ขึ้นมา ในขณะที่ EOS 500D จะมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับ 450D มาก
ในเรื่องของปุ่มปรับการทำงานต่างๆ บนตัวกล้องของ Canon 500D ก็ถอดแบบมาจาก 450D ส่วน Nikon D5000 ก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับ D60 โดยหากเทียบระหว่าง Canon 500D กับ Nikon D5000 แล้ว Canon EOS 500D จะมีความคล่องตัวในการปรับตั้งมากกว่า ทั้งค่า ISO, WB และ AF mode เพราะมีปุ่มสำหรับปรับโดยตรง ในขณะที่ Nikon D5000 จะต้องเข้าไปปรับในเมนู อย่างไรก็ตาม Nikon ก็มีการออกแบบให้การปรับง่ายขึ้นโดยใช้ปุ่ม [i] เพื่อเข้าถึง parameter หลักๆได้อย่างรวดเร็วขึ้น ก็ช่วยแก้ปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง
เซ็นเซอร์ ตัวรับภาพทั้ง EOS 500D และ Nikon D5000 ใช้เซนเซอร์ชนิด CMOS และมีระบบทำความสะอาดเซนเซอร์ที่ทำงานอัตโนมัติ โดยที่ CMOS ของ Canon 500D มีความละเอียดสูงกว่าของ D5000 คือ 15 ล้านกับ 12 ล้านพิกเซล อีกทั้ง Canon 500D ยังใช้ A/D Converter 14 bit ในขณะที่ Nikon D5000 ใช้ 12-bit A/D หากดูจากสเปกแล้ว นี่อาจแปลว่า Canon 500D จะให้ภาพที่ดีกว่า D5000 หรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่เสมอไป เนื่องจากขนาดของเซ็นเซอร์ของ EOS 500D มีขนาดเล็กกว่า Nikon D5000 อยู่เล็กน้อย ทำให้ค่า pixel density หรือความหนาแน่นของจุดสีสูงกว่า ตามหลักแล้วจะส่งผลให้มีโอกาสเกิด noise ในภาพมากกว่า โดยเฉพาะที่ ISO สูงๆ เนื่องจาก Canon 500D ใช้ CMOS รุ่นเดียวกับ 50D และ Nikon D5000 ก็นำเอา CMOS ของ D90 มาใช้เช่นกัน หากนำผลเปรียบเทียบการทดสอบเซนเซอร์ของกล้อง 2 รุ่นดังกล่าว อาจจะพอใช้เป็นแนวทางได้ ผลการทดสอบจาก DXOmark.com เปรียบเทียบระหว่าง Canon 50D และ Nikon D90 มีผลตามภาพ


จะเห็นว่า D90 ได้คะแนนสูงกว่า ทั้ง color depth, dynamic range และ low-light ISO ส่งผลให้คะแนนรวมออกมาสูงกว่า 50D ก็อาจพออนุมานได้ว่า Nikon D500 และ Canon 500D ก็อาจให้ผลในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากใช้ CMOS และ processor จากรุ่นพี่ทั้งสองเช่นกันอย่างไรก็ตาม ความแตกต่างดังกล่าว อาจจะไม่สามารถสังเกตุได้ หรือสังเกตุได้ยากในลักษณะการใช้งานจริง

Lens mount
เปรียบเทียบกันได้ชัดเจน จุดด้อยของ Nikon D5000 อย่างหนึ่งคือต้องอาศัยมอเตอร์ในตัวเลนส์สำหรับออโต้โฟกัส เหมือนกับ D40 และ D60 นั่นหมายความว่า เลนส์เก่าๆบางตัวจะไม่สามารถโฟกัสแบบออโต้ได้กับ D5000 ต้องใช้มือหมุนเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเลนส์รุ่นใหม่ๆ ของ Nikon รวมทั้งเลนส์ของผู้ผลิตอิสระเช่น Sigma, Tamron ก็ล้วนแต่ใส่มอเตอร์มาด้วยแล้ว ปัญหาจึงลดลงมาก เห็นจะมีอยู่รุ่นเดียวที่คนใช้กันเยอะและไม่มีมอเตอร์ ก็คือ AF 50mm f/1.8 ที่นิยมใช้ถ่ายภาพบุคคล สำหรับ Canon EOS 500D ไม่มีปัญหาแบบนี้ สามารถใช้ร่วมกับเลนส์ที่รองรับออโต้โฟกัสได้ทุกรุ่น

ระบบโฟกัส / วัดแสง
ทั้งสองรุ่นมีระบบโฟกัสหลักๆเหมือนกัน มีจุดโฟกัส 1 จุดตรงกลางที่เป็นแบบ cross-hair type เหมือนกัน แต่ Nikon D5000 จะมีจุดโฟกัสทั้งหมด 11 จุด ในขณะที่ Canon EOS 500D มี 9 จุด นับว่าเป็นจุดที่ Nikon เพิ่มเติมขึ้นมามากจากที่มี AF เพียง 3 จุดในรุ่น D60ส่วนเรื่องระบบวัดแสง ทั้ง 500D และ D5000 มีโหมดครบถ้วน รวมทั้ง spot metering ซึ่งเทียบเคียงกันได้หมด อาจพอสรุปได้ว่า ในเรื่องการโฟกัส วัดแสง ทั้ง 2 รุ่นทำได้ใกล้เคียงกันมาก

Live View
LCD -ในการใช้งานแบบ live view Canon EOS 500D จะได้เปรียบในเรื่องจอภาพที่ใหญ่ 3 นิ้ว และมีความละเอียดสูงมากถึง 920,000 พิกเซล ซึ่งใช้รุ่นเดียวกับ 50D ในขณะที่ Nikon D5000 เลือกใช้จอ 2.7 นิ้ว ความละเอียดอยู่ในระดับกลางๆ ที่ 230,000 พิกเซล ทำให้ภาพจาก LCD ของ EOS 500D ทีความคมชัดกว่า ได้เปรียบเวลาซูมภาพดูผลการโฟกัส และตัวหนังสือในเมนูจะสวยงามกว่า แต่ Nikon D5000 ก็ไม่แพ้ซะทีเดียว เพราะ D5000 ใช้จอภาพแบบเปิดลง และหมุนได้ 270 องศา เปิดโอกาสให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบกว่า และมีประโยชน์ในการถ่ายวีดีโอ แต่จอภาพแบบเปิดหมุึนได้ของ D5000 จะมีปัญหาเวลาใช้กับขาตั้งกล้องเพราะจะติดเวลาหมุน การโฟกัส - ในโหมด live view ทั้งสองรุ่นมีระบบโฟกัสแบบ contrast-detect AF คือโฟกัสแบบเดียวกับในกล้องคอมแพค แต่ก็ยังมีข้อด้อยเหมือน DSLR รุ่นก่อนๆ คือโฟกัสช้า อาจใช้เวลาตั้งแต่ 1-3 วินาที และทั้งสองรุ่นก็มีระบบ face detection เหมือนกัน แต่ Canon EOS 500D จะสามารถใช้ระบบโฟกัสแบบปกติ หรือแบบ phase-detect AF ได้ด้วย ซึ่งจะโฟกัสได้เร็วกว่า (แต่จอภาพจะดับขณะกล้องทำการโฟกัส) ในขณะที่ Nikon D5000 ไม่เปิดโอกาสให้ phase-detect AF ใช้ในโหมด live view เลย

ถ่ายวีดีโอ
กล้องดิจิตอล SLR รุ่นใหม่ๆ เริ่มมีความสามารถในการถ่ายวีดีโอได้ตั้งแต่ Nikon เปิดตัว D90 ซึ่งการถ่ายวีดีโอในกล้อง SLR จะใช้ในโหมด live view และมีข้อได้เปรียบเหนือกล้องคอมแพคคือสามารถใช้เลนส์ต่างๆ รวมถึงการโฟกัสแบบแมนนวลในการสร้างสรรค์วีดีโอได้สนุกมากขึ้น สำหรับ 2 รุ่นนี้ก็สามารถถ่ายวีดีโอได้ในคุณภาพระดับ HD และบันทึกเสียงแบบ mono โดยมีพอร์ทเชื่อมต่อ HDMI มาให้ด้วย ในเรื่องนี้ EOS 500D ทำได้เหนือกว่าในแง่ของความละเอียด คือทำได้สูงสุดที่ 1920 x 1080 @ 20 fps ในขณะที่ Nikon D5000 ทำได้สูงสุดที่ 1280 x 720 @ 24fps อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรุ่นมีข้อจำกัดในเรื่องของความต่อเนื่อง โดยที่ Canon 500D บันทึกได้นานต่อเนื่องเกือบ 30 นาที หรือตามขนาดหน่วยความจำ 4GB และ Nikon D5000 หากบันทึกที่ความละเอียดสูงสุดจะได้เพียง 5 นาทีต่อคลิป และที่ความละเอียดอื่นๆได้ 20 นาทีต่อคลิป แต่ทั้งนี้ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าสำหรับการใช้ DSLR ถ่ายวีดีโอ 5 นาทีต่อคลิปก็น่าจะเหลือเฟือแล้ว

Playback
ในโหมด playback ทั้งสองรุ่นมีฟังก์ชั่นมาตรฐาน เช่น slideshow, zoom, thumbnail ครบถ้วน แต่หากเปรียบเทียบทั้งหมดแล้ว Nikon D5000 ดูจะเหนือกว่าที่สามารถแสดงภาพแบบปฏิทินได้ คือไล่ดูตามวันที่ และยังเลือกลบเป็นกลุ่มๆ ตามวันที่ได้ด้วย ไม่ต้องเลือกทีละรูป หรือลบทั้งหมด

calendar view
ฟังก์ชั่นอีกส่วนที่เพิ่มความสำคัญขึ้นมาในโหมด playback คือ retouching ซึ่ง Nikon D5000 ชนะใสๆ เพราะทำได้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่พื้นฐานอย่าง crop ปรับสี แก้ตาแดง ไปจนถึง Distortion control, Straighten (ปรับเอียง), Fisheye effect, Perspective control (เลียนแบบ tilt-shift lens) และแก้ไขระดับ RAW image ได้ เช่น เปลี่ยน WB, ขนาดภาพ, ค่าชดเชยแสง เป็นต้น
สรุป เปรียบเทียบ Canon 500D vs Nikon D5000 ตัวไหนเหนือกว่า ?จากการเปรียบเทียบ Nikon D5000 และ Canon EOS 500D เห็นได้ชัดว่าไม่มีรุ่นไหนเหนือกว่าอย่างแท้จริง ทั้งสองรุ่นมีคุณสมบัติส่วนใหญ่ใกล้เคียงกันมาก และในส่วนอื่นๆ ก็มีข้อดี ข้อด้อย ที่แตกต่างกันไป ในส่วนเรื่องของสเปก ผมแนะนำว่า สำหรับผู้ที่อยากที่จะ "เล่น" กล้อง Nikon D5000 น่าจะตอบสนองและให้ความสนุกได้มากกว่าด้วยฟังก์ชั่น retouch ในตัวกล้อง และจอภาพแบบหมุนได้ซึ่งจะใช้ได้สนุกและหลากหลายกว่า ส่วนผู้ที่อยาก"ใช้"กล้องแบบจริงจังนิดนึง Canon 500D จะให้ในเรื่องของจอภาพที่คมชัดสำหรับเช็ครายละเอียดภาพ และสะดวกในการปรับแต่งค่าต่างๆได้คล่องตัวกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองตัวมีความสามารถใกล้เคียงกันมากในระดับที่ใช้งานแทนกันได้สบาย ส่วนปัจจัยที่จะช่วยตัดสินใจอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากคุณสมบัติ ก็ต้องลองลูบ ๆ คลำ ๆ ดูกันเองแล้วกันครับ
(ขอบคุณ : Web Zoomcamera.net)

บทความกล้องดิจิตอลยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง