ss
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

28 ตุลาคม 2555

เรียนรู้เรื่องเทคนิคการวัดแสง และ ล็อกแสง AE lock


จากคำถามของเพื่อนสมาชิกว่า การวัดแสงและล็อกแสง (AE lock) ต่างกันอย่างไร ผมจึงไขข้อข้องใจให้คร่าว ๆ ดังนี้ครับ

การวัดแสง.. เป็นกระบวนการวัดแสง ซึ่งกล้องดิจิตอลจะมีเซ็นเซอร์สำหรับวัดแสงขึ้นกับคุณสมบัติของกล้องนั้นๆ ส่วนใหญ่จะมี 3 รูปแบบได้แก่ วัดเฉลี่ยทั้งภาพ, วัดเฉลี่ยหนักกลาง และ เฉพาะจุด เรื่องนี้ผมอธิบายทุกครั้งที่มีการสอนเทคนิคการถ่ายภาพ และมีการแสดงตัวอย่างให้ดูด้วยครับ 
ปกติระบบวัดแสง จะใช้สีเทา 18 เปอร์เซ็นต์เป็นจุดอ้างอิง การทำงานของระบบวัดแสง คือจะตรวจสอบไฮไลท์ (พื้นที่สว่าง) และชาโดว์ (เงา) เพื่อใช้ในการตัดสินใจของกล้อง ว่าปริมาณแสงเท่านี้ควรใช้ค่าการถ่ายภาพเท่าไหร่
Spot_Metering
ตัวอย่างสัญลักษณ์ของโหมดวัดแสง ซึ่งส่วนใหญ่จะคล้ายกัน Spot หมายถึงวัดแสงเฉพาะจุด, Center Weighted วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง, ส่วนเฉลี่ยทั้งภาพแล้วแต่ยี่ห้อ ไอคอนจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน

วัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ :
กล้องจะนำไฮไลท์และชาโดว์ มาคำนวณทั้งภาพ ซึ่งใช้ในสถานการณ์ทั่วไปได้ดี แต่ถ้ามีแสงยาก เช่น ถ่ายย้อนแสง แสงลงเป็นหย่อม ๆ หรืออยู่ในที่มืดมาก ๆ ระบบวัดแสงแบบนี้จะคำนวณผลออกมาไม่ได้ดั่งใจครับ เพราะกล้องไม่รู้หรอกว่าเราต้องการถ่ายจุดสนใจตรงไหนของภาพ กล้องจะคำนวณหยาบ ๆ แล้วปรับค่าการถ่ายภาพโดยเฉลี่ยออกมา
วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง :
กล้องจะวัดแสงตรงกลางของเฟรมเป็นวงกลมขนาดประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของเฟรม หมายความว่ากล้องจะนำไฮไลท์และชาโดว์บริเวณกึ่งกลางเฟรมมาคำนวณค่าแสงเท่านั้น แล้วจึงตัดสินใจว่าจะใช้ค่าถ่ายภาพเท่าไหร่ (โหมดอัตโนมัติเท่านั้น P, A, S, Scene)
วัดแสงเฉพาะจุด :
โหมดวัดแสงแบบนี้ ผู้ใช้ต้องเข้าใจระบบวัดแสงก่อนจึงจะใช้ได้ผลสูงสุด การวัดแสงเฉพาะจุดเมื่อก่อนจะวัดตรงกลางของเฟรมเป็นจุดเล็กๆ ประมาณ 8 เปอร์เซ็น แต่ในกล้องรุ่นใหม่ๆ จะวัดแสงเฉพาะจุดที่จุดโฟกัสของเราครับ การวัดแสงเฉพาะจุดจะแม่นยำก็ต่อเมื่อเราเลือกจุดอ้างอิงในเฟรมให้ใกล้เคียงกับสีเทา 18 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราวัดที่สีผิวของนางแบบ นางแบบก็ควรจะมีสีผิวกลางๆ ไม่ขาวมาก ไม่ดำมาก ถ้าผิวขาวมาก การวัดแสงเฉพาะจุดจะให้ผลอันเดอร์ เพราะกล้องเข้าใจว่าสว่างเกินไป แต่ถ้าวัดแสงที่ผิวสี กล้องจะเข้าใจว่าภาพมืดเกินไปและจะปรับค่าการถ่ายภาพให้โอเวอร์ (ขาวเกินไป)
aelockตัวอย่าง ภาพนี้สังเกตุว่าปริมาณสีดำ (ชาโดว์) ในภาพค่อนข้างเยอะ ถ้าใช้โหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ และถ่ายภาพด้วยโหมด P/A/S หรือ Scene กล้องจะเข้าใจว่าภาพมืด และจะปรับค่าการถ่ายภาพออกมาโอเวอร์ (ขาวเกินไป) เราอาจใช้วิธีชดเชยแสงเป็นลบ - หรือใช้วิธีปรับโหมดวัดแสงเป็น spot (เฉพาะจุด) จากนั้นวัดที่ใบหน้าของแบบ (สีผิวกลางสามารถใช้เป็นจุดอ้างอิงได้) ถ้าใช้โหมด P/A/S หรือ Scene คุณซูมไปที่หน้าแบบวัดแสงแบบ spot จากนั้นกด AE lock เพื่อล็อคค่าการถ่ายภาพ ค่อยถอยซูมออกมาถ่ายภาพนี้ จะได้แสงที่ใกล้เคียงความจริงครับ แต่ถ้า spot ไปตกที่สีดำ ภาพนี้ขาวเว่อร์แน่นอน
aelock1ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพแสงลงเป็นหย่อมๆ มักจะเกิดขึ้นช่วงพระอาทิตย์ตรงหัว หลีกเลี่ยงเงาไม่ได้ เราเฉลี่ยแสงและเงาแล้วใกล้เคียงกัน อาจใช้เฉลี่ยทั้งภาพในการถ่ายภาพนี้ก็ได้ แล้วค่อยชดเชยแสงเอาครับ
aelock2ภาพนี้ใช้โหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางก็ได้ สังเกตุจุดที่มาร์คสีเอาไว้ ถ้าคุณใช้โหมดวัดแสงแบบเฉพาะจุด spot เล็งไปที่จุดสีฟ้า ภาพจะมืดลงเพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่สว่าง กล้องจะเข้าใจว่าภาพสว่างมากก็จะปรับค่าการถ่ายภาพให้มืดลง แต่ถ้าคุณวัดเฉพาะจุดที่สีเหลือง (เสื้อสีดำ) กล้องจะเข้าใจว่าภาพมืด ทำให้กล้องปรับค่าการถ่ายภาพให้สว่างขึ้นอาจโดยการลดความเร็วชัตเตอร์ลงภาพ นี้ก็จะขาวเวอร์ ส่วน จุดสีเขียวที่หน้าผาก เป็นโทนสีกลางๆ แสงที่ได้อาจพอดีหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับว่าพื้นที่ตรงนั้นใกล้เคียงกับสีเทา 18 เปอร์เซ็นต์หรือไม่นั่นเอง

เรื่องของการวัดแสงก็เป็นอย่างที่อธิบายครับ

การล็อกค่าแสง AE lock:

จาก เรื่องการวัดแสง การล็อกค่าแสง ต้องเข้าใจก่อนว่าในแต่ละเฟรมของภาพ เมื่อเราเปลี่ยนสถานที่ ค่าแสงก็เปลี่ยน ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการถ่ายภาพ ผู้ผลิตกล้องจึงให้ฟังก์ชั่นล็อกค่าแสงมาให้เราใช้งาน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในกรณีที่เรารู้ว่าเราต้องการวัดแสงที่ไหนในเฟรมให้ ภาพออกมาพอดี เช่นเราอาจถ่ายภาพไวด์กว้างๆ ซึ่งความเปรียบต่างแสงในเฟรมเยอะ เราอาจต้องการให้แสงพอดีที่หน้านางแบบของเรา ในกรณีนี้เราอาจซูมเข้าไปที่หน้านางแบบแล้วเลือกวัดแสง (โหมดใดก็ได้ เพราะซูมแล้วแสงของฉากจะไม่เข้ามากวน)
ถ้าเราอยู่ในโหมด P, A, S, Scene กล้องจะปรับค่าการถ่ายภาพให้เราอัตโนมัติ (ซึ่งเป็นการวัดแสงที่หน้าแบบจากผลของการซูมเข้าไปคร็อปที่หน้า) จากนั้นเราก็แค่กดล็อกแสง AE lock เพื่อคงค่าการถ่ายภาพนั้นไว้ แล้วก็หมุนซูมออกมาที่มุมกว้าง ค่าการถ่ายภาพก็จะอยู่คงเดิมที่เราล็อกไว้ เราก็ลั่นชัตเตอร์ได้เลยครับ...
บางครั้งผมก็ประยุกต์ใช้การวัดแสง เพื่อดูค่าการถ่ายภาพที่เหมาะสม จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นโหมด M แล้วตั้งค่าการถ่ายภาพตามนั้น ลองถ่ายภาพดู แล้วปรับค่าอีกนิดหน่อยให้ได้ดั่งใจก็สามารถทำได้ ไม่ต้องซื้อเครื่องมือวัดแสงเหมือนสมัยก่อนให้เสียกระตังครับ
ขอบคุณบทความและรูปภาพดี ๆ จาก http://www.pixview.net/

เทคนิคง่าย ๆ ในการช่วยให้โฟกัสได้ดีขึ้น


คนที่เริ่มถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลมีหลายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ หนึ่งในนั้นคือ "การโฟกัส" โฟกัสได้ตรงจุด ทันเวลา ก็จะได้ภาพที่สวยอย่างที่ใจคิด แต่ในบางขณะการโฟกัสก็สร้างความยุ่งยากลำบากใจให้กับเราเหมือนกัน บางครั้งก็โฟกัสได้ตรงกับจุดที่เราต้องการ แต่ในบางขณะก็โฟกัสมั่วไปหมด อยากให้คนชัดแต่ต้นไม้ข้างหลังคนกลับชัดซะงั้น..ก็มีเหมือนกัน

บางคนก็ตัดปัญหาไปใช้แมนนวลโฟกัส หมุนมือเองจะได้ชัวร์ ๆ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ..ไม่สะดวก กว่าจะหมุนกว่าจะชัดบางทีตาก็เบลอ ๆ อีก สรุปว่าใช้ออโต้โฟกัสช่วยประหยัดเวลาตรงนี้ได้เยอะกว่า สะดวกกว่า เรามาดูวิธีการโฟกัสให้แม่นยำและรวดเร็วง่ายๆ กันดีกว่าครับ
#1 กดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งค้างไว้เพื่อตรวจเช็คโฟกัสก่อน ค่อยจัดองค์ประกอบภาพ
ตั้งจุดโฟกัสของกล้องให้อยู่ตรงกลางแค่จุดเดียว แล้วหันจุดโฟกัสนี้เล็งไปที่จุดสนใจในภาพที่คุณต้องการถ่ายแล้วก็กดชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัส ย้ำว่ากดชัตเตอร์ลงไปแค่ครึ่งหนึ่งก่อนให้สำรวจว่าจุดที่เราต้องการถ่ายถูกโฟกัสแล้ว ให้กดค้างไว้ก่อนอย่าเพิ่งกดลงไปจนสุด และอย่าเพิ่งปล่อยนิ้วจากปุ่มชัตเตอร์ แล้วในขณะที่คุณกดชัตเตอร์ค้างไว้ครึ่งหนึ่งก็ให้ขยับกล้องจัดองค์ประกอบภาพจนเป็นที่พอใจ แล้วค่อยกดชัตเตอร์ลงไปจนสุดเพื่อถ่ายภาพ

#2 ปรับโหมดโฟกัสเป็นแมนนวลหลังจากโฟกัสอัตโนมัติเสร็จแล้ว

วิธีนี้ใช้ในกรณีที่คุณมั่นใจในสายตาของคุณ ตาดีได้ตาร้ายเสียนะครับสำหรับวิธีนี้ นั่นคือให้ใช้ออโต้โฟกัสเพื่อโฟกัสจุดสนใจในภาพตามปกติ เสร็จแล้วให้เปลี่ยนเป็นโหมดโฟกัสแบบแมนนวล เลนส์ของคุณจะยังค้างค่าโฟกัสไว้ที่จุดเดิมเมื่อกี้ วิธีนี้จะใช้ได้ดีถ้าใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องและคุณต้องการถ่ายจุดสนใจนั้น ๆ หลายครั้ง เช่นการถ่ายภาพวิว การถ่ายภาพมาโครที่ต้องการโฟกัสแม่น ๆ เป็นต้น

#3 ใช้ปุ่มออโต้โฟกัสที่ด้านหลังเครื่อง

โดยปกติแล้ว กล้องของเราจะออโต้โฟกัสเมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ แต่คุณสามารถใช้ปุ่มออโต้โฟกัส [AF] ที่หลังเครื่องแทนได้ (เชื่อว่าหลายท่านเห็นปุ่มนี้ แต่ก็ไม่เคยใช้เลย) ช่วยให้เราควบคุมการโฟกัสได้ดียิ่งขึ้นครับ
ปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้อง คุณสามารถตั้งจุดโฟกัสไปที่ตรงกลางภาพ เล็งไปที่จุดที่ต้องการโฟกัส และจากนั้นก็กดปุ่ม [AF] หรือปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องแทนชัตเตอร์ เมื่อคุณกดแล้วในการถ่ายภาพหลังจากนั้นทุกครั้งในตำแหน่งนั้น ๆ การโฟกัสจะถูกรักษาตำแหน่งไว้ (กล้องจะไม่โฟกัสตกไปที่ฉากหลัง และจะคงตำแหน่งโฟกัสไว้ที่ตำแหน่งนั้น)

คุณสามารถใช้วิธีนี้กับการโฟกัสแบบแมลนวลได้เช่นกัน โดยการใช้ปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องจะช่วยประหยัดเวลาและโดยวิธีนี้คุณไม่ต้องสลับไปสลับมาระหว่างแมนนวลโฟกัสและออโต้โฟกัส (ซึ่งกระบวนการสลับนี้อาจทำให้กล้องขยับตำแหน่งได้)
ปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องจะช่วยได้มากสำหรับช่างภาพที่ต้องการถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหว อย่างเช่นภาพนกบิน สัตว์ป่า แค่สลับโหมดโฟกัสเป็นแบบต่อเนื่อง ตั้งจุดโฟกัสไปตรงกลางภาพ และกดปุ่มออโต้โฟกัสหลังกล้องค้างไว้ แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะเผลอกดชัตเตอร์ลงไปในขณะที่กดโฟกัสครึ่งหนึ่งด้วยปุ่มชัตเตอร์ โดยใช้ปุ่มโฟกัสหลังกล้องแทนในขณะที่คุณมองตามเป้าหมายในวิวไฟน์เดอร์ได้อย่างสะดวก
ที่มา www.pixview.net/article/novice/item/41-3way-auto-focus.html

31 กรกฎาคม 2555

เราควรซื้อไฟแฟลชนอกเมื่อไหร่ดี

เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการบันทึกภาพในกรณี ที่สภาพแสงขณะนั้นมีน้อย การมีไฟแฟลช ช่วยเพิ่มแสงสว่างก็ช่วยให้สามารถบันทึกภาพในที่ที่มแสงน้อยได้ และยังสามารถใช้เพื่อการสร้างสรรค์ภาพในรูปแบบใหม่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับภาพที่ถ่ายได้




การเลือกซื้อแฟลช จำเป็นจะต้องวางแผนก่อนเลือกซื้อเพราะ แฟลชนอก เป็นอุปกรณ์เสริมที่สำคัญ
และเป็นอุปกรณ์เสริมที่เราไม่ได้ซื้อเพิ่มบ่อยนัก ไม่เหมือนกับเลนส์ ดังนั้นการเลือกซื้อไฟแฟลชตัวแรกนั้น ย่อมมีความสำคัญพอสมควร เราควรซื้อไฟแฟลชนอก เมื่อไหร่ดี เป็นคำถามสำคัญที่ ช่างภาพที่มีงบจำกัดมักจะคิดคำนึงถึงเพราะ กล้องที่เรามี มักจะมีแฟลชภายในให้เราใช้อยู่แล้ว 

ประกอบกับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล ไม่จำเป็นต้องใช้แฟลชก็สามารถถ่ายภาพออกมา ได้ค่อนข้างสวยงามอยู่แล้ว ดังที่เห็นมีช่างภาพบางกลุ่มนิยมใช้แค่ไฟแฟลช หัวกล้องอย่างเดียว เพื่อผลทางภาพบางอย่าง เช่น การใช้แฟลชหัวกล้องเพื่อให้เกิดขอบภาพมืดเป็นวง เป็นต้น

เนื่อง จากไฟแฟลชนอก เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง ดังนั้นการเลือกซื้อ เราควรเลือกซื้อเมื่อการบันทึกภาพด้วยแฟลชจากตัวกล้อง ไม่สามารถสร้างสรรค์ภาพอย่างที่เราตั้งใจ เช่น การถ่ายภาพบุคคล หรือภาพบันทึกภาพงานอีเว้นท์ ที่ต้องการความคมชัด คล่องตัว หรือความตั้งใจจะรับงานถ่ายภาพประเภท ภาพบุคคล ภาพวันงานพิธีรับปริญญา ซึ่งการใช้แฟลช มีผลต่อความคมชัดของภาพถ่าย และความคล่องตัวของช่างภาพในการบันทึกภาพ

การเลือกซื้อไฟแฟลชนอก ควรเลือกซื้อ ขนาดใหญ่ที่สุด หรือกำลังส่องสว่างสูงที่สุด เท่าที่กำลังทรัพย์เราพอจะซื้อได้ เพราะความสว่าง หรือความแรง ที่มีค่าความสว่างเป็น GN หรือ Guild Number ยิ่งสว่างมาก ก็ยิ่ง สามารถส่องแสงสว่างไปได้ไกล ทำให้สามารถใชเลนเทโฟโต้ ถ่ายภาพ พร้อมแฟลช ที่ระยะไกลได้

ข้อดีของการเลือกซื้อแฟลชนอก รุ่นใหญ่สุด หรือกำลังไฟแฟลชสูงสุดคือ อุปกรณ์ไฟแฟลชรุ่นท๊อป มักจะมีฟังก์ชั่น พิเศษ มาให้ ผิดกับรุ่นกลางหรือรุ่นเล็กที่อาจจะมีบ้าง หรือไม่มีเลย ฟังก์ชั่นที่เราสามารถนำมาใช้ เพื่อสร้างสรรค์ภาพมีหลายฟังก์ชั่น ตั้งแต่การลดกำลังไฟแฟลช การแยกแฟลชออกจากตัวกล้อง การ ยิงแฟลชติดต่อกัน เพื่อสร้างภาพแบบ สโตป (การถ่ายภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันในภาพเดียว โดยไฟแฟลชจะยิงไฟออกมาเป็นจังหวะ ตามที่เรากำหนด) บางยี่ห้อ แฟลชรุ่นใหญ่สุดจะแถมฟิลเตอร์สี หน้าแฟลชเพื่อให้เราสามารถยิงไฟสีได้

สรุป เราควรซื้อแฟลช เมื่อมีงานที่ต้องการใช้แสงไฟสว่างๆ ต้องการความคล่องตัวในการถ่ายภาพ 
หรือเมื่อแฟลชในกล้องไม่สามารถตอบสนองเราได้ การเลือกซื้อไฟแฟลช ควรเลือกตัวเลือกไฟแฟลช ที่มีกำลังไฟสูงก่อนเสมอ เพื่อความหลากหลายในการใช้งาน และความคงทนที่มากกว่า

18 กรกฎาคม 2555

ถ่ายภาพด้วยระบบแมนนวล

ถ่ายภาพด้วยระบบแมนนวลแสนสนุก

กล้อง DSLR เกือบทุกตัวในปัจจุบันจะมีระบบมากมายให้เลือกใช้เพิ่มเติมจากกล้องฟิล์มก็ ระบบWBซึ่งในกล้องฟิล์มจะต้องใช้ฟิลเตอร์แก้กันตามชนิดของแสง ระบบวัดแสงที่มีในกล้องดิจิตอลก็มีให้เลือกวัดได้หลายแบบ มีถ่ายวิดีโอได้ด้วย การเลือกตั้งค่าความไวแสง ASA ได้ตามใจชอบ ในขณะที่กล้องฟิล์มจะต้องพกฟิล์มหลายๆขนาด AS ตามสภาพแสงที่ต้องการถ่าย ฯ

          ยังมีอีกเยอะที่เป็นข้อได้เปรียบของกล้องดิจิตอลยิ่งรุ่นใหม่ความสามารถก็ ยิ่งมีมากเป็นการพัฒนาเพื่อไล่รุ่นเก่าออกจากตลาดเป็นทั้งการพัฒนาการทางเท คโนโลยี่และผลทางการค้าควบคู่กันไป ซึ่งก็เป็นผลดีแก่คนใช้ที่ได้ของที่มีประโยชน์ใช้สอยสูงในราคาที่จูงใจ ในที่นี้เราจะไม่สนใจส่วนที่ให้มามากมายเกินกว่าการถ่ายภาพโดยใช้ความรู้การ ถ่ายภาพด้วยความสามารถจากคนเป็นผู้กำหนดขนาดรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ ส่วนกล้องทำหน้าที่บันทึกภาพไปเหมือนกับกล้องฟิล์มที่เคยปฎิบัติกัน เป็นความสนุกที่ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพมาใช้งานและสามารถเห็นผล ได้จากการตรวจภาพจากreviewเป็นตัวเช็ค ความรู้ในการถ่ายหลักๆที่ต้องการใช้ก็คือเรื่องขนาดของแสงกับขนาดของรูรับ แสงร่วมกับความไวแสงของตัวรับแสง ซึ่งมักเป็ปัญหากับมือใหม่หรือผู้ที่ชอบถ่ายภาพแบบระบบอัตโนมัติ แล้วการกำหนดขนาดรูหน้ากล้องกับขนาดความเร็วจะรู้ได้อย่างไรหลายคนคงอยากจะรู้ ที่จริงแล้วผู้ผลิตสินค้ามักต้องการให้ใช้สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สุดเพื่อความพอใจสุด ๆ เช่นกัน

           กล่องฟิล์มที่บรรจุฟิล์มจึงมักพิมพ์ค่าการตั้ง ล้องไว้เสมอ ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงซึ่งเราอาจอาจดัดแปลงไปใช้ค่าอื่นๆที่ให้ผลเมื่อถ่ายภาพ แล้วจะไม่อันเดอร์หรือโอเวอร์เกินไป พูดไปอาจจะงงขอยกตัวอย่างกล่องฟิล์ม ASA100 ที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ กำหนดให้ใช้ F=8 ,speed=1/250 (ดูจากข้อเขียนหัวข้อsunny 16) เราต้องการถ่ายคนซึ่งต้องการความชัดที่ตัวแบบเท่านั้น หากใช้ตามคำแนะนำความชัดของวัตถุด้นหลังภาพที่ไม่ต้องการก็จะติดมาเป็นการ แย่งความสนใจของภาพทำให้แบบไม่เด่น ก็ต้องใช้ F ให้ต่ำลงเช่น F4 หรือ F2.8 เพื่อลดความชัดหรือละลายฉากหลังเพื่อเน้น แบบให้เด่นขึ้น(ซึ่งยังมีวิธีการอีกมากนอกจากวิธีดังกล่าว)สมมุติว่าใช้ F2.8 แล้วความเร็วชัตเตอร์จะเท่าไร ลองไล่ว่าจาก 2.8 , 4 , 5.6 , 8 จะห่างกัน 3 stop 

ฉะนั้นเมื่อเพิ่มความกว้างของรูหน้ากล้องก็ต้องเพิ่มความเร็วลง 3 stop เช่นกันคือ 1/250 , 1/500 , 1/1000 ,1/2000 นั่นคือความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้คือ 1/2000 นั่นคือรูหน้ากล้องและความเร็วชัตเตอร์คู่ใหม่คือ F2.8 กับ speed=1/2000 และความเร็วชัตเตอร์สูงๆยังสามารถหยุดสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีด้วย เช่นรถยนต์วิ่ง ม้าแข่ง นักบาสเก็ตบอล ฟุตบอลฯ ทีนี้มาดูว่าถ้าเราต้องการถ่ายวิวที่ต้องการความคมชัดมากก็ต้องใช้ F สูงๆ เช่น F16 หรือ F22 สมมุติว่าใช้ F22 จะใช้ speed เท่าไรมาลองไล่ดู F8 , F11 , F16 , F22 จะพบว่ารูหน้ากล้องแคบลง 3 stop เราก็ต้องลดความเร็วลง 3 stop เช่นกัน 1/250 , 1/125 , 1/60 , 1/30 นั่นคือต้องใช้ speed=1/30 ฉะนั้นคู่สัมพันธ์ใหม่คือ F22 และ speed=1/30

          นี่เป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่เป็นพื้นฐานในการถ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ รับแสงขนาดพอดี ส่วนเรื่องถ่ายภาพอย่างไรให้สวยงาม บางครั้งเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว แต่ที่หนีไม่พ้นก็หลักการทางศิลป์ที่ว่าด้วย หลักการของสี หลักของมิติของภาพ ฯ นอกจากนี้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อหลุดพ้นจาก กฎเกณฑ์เก่า ๆ ซึ่งอาจซ้ำซากจำเจสำหรับบางคนและต้องแสวงหาอะไรที่แปลกใหม่ เพื่อการพัฒนาซึ่งอาจเป็นที่ยอมรับหรืออาจไม่มีใครยอมรับก็ได้ ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ๆ จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

เทคนิคการถ่ายภาพ: การตั้งความไวแสง

การตั้งความไวแสง  

กล้องดิจิตอลไม่มีความไวแสงที่แท้จริง ความไวแสงที่มีให้ปรับตั้งนั้นเป็นความไวแสงเทียบเคียง (ISO Equivalents) เมื่อเทียบกับฟิล์มถ่ายภาพ ความไวแสงของกล้องดิจิตอลจะสามารถปรับตั้งได้หลายค่า มีตั้งแต่ ISO100 ไปจนถึง ISO3200 แล้วแต่รุ่นกล้องความไวแสงสูงจะช่วยให้สามารถใช้ขนาดช่องรับแสงแคบและความ เร็วชัตเตอร์สูงมากๆ ได้ ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้สะดวก การตั้งความไวแสงของกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะอยู่ที่ MENU > ISO
    
แต่ จะเกิดปัญหาภาพมีสัญญาณรบกวนสูง เนื่องมาจากการเพิ่มความไวแสง กล้องจะต้องเพิ่มสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปในระบบ ทำให้สัญญาณรบกวนสูงตามไปด้วย ผู้ผลิตกล้องดิจิตอลปัจจุบันพยายามแก้ปัญหาสัญญาณรบกวน โดยการออกแบบวงจรหรือใช้ระบบประมวลผลเพื่อลดสัญญาณรบกวนลงให้เหลือน้อยที่ สุด ผลจากสัญญาณรบกวนทำให้ภาพขาดความคมชัด สีไม่อิ่มตัว คล้ายๆ กับเกรนแตกในฟิล์มความไวสูง โดยจะเห็นได้ชัดบริเวณส่วนสีทึบหรือส่วนมืดของภาพ  ควรใช้ความไวแสงต่ำที่สุดเท่าที่ยังสามารถถ่ายภาพได้ในขณะนั้นจะได้ภาพที่ดีสุด


ที่มาจาก : camera-station.com

บทความกล้องดิจิตอลยอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้อง